CALL CENTER : 02 625 6500

เบาหวานครองแชมป์สาเหตุสำคัญไตวายเรื้อรัง

เป็นที่ทราบกันดีว่าเบาหวานทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic retinopathy) แผลที่เท้าจากโรคเบาหวาน (Diabetic foot ulcer) โรคไต (Diabetic nephropathy) ฯลฯ เนื่องจากเบาหวานหรือการมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าเกณฑ์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความเสื่อมสภาพของหลอดเลือดที่ส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น หลอดเลือดขนาดเล็กในตา หลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดที่ไต ผู้ที่เป็นเบาหวานมานานหรือควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี จะทำให้เนื้อไตถูกทำลายไปเรื่อยๆ จึงทำให้เกิดการรั่วของโปรตีนออกมาจากปัสสาวะ

ปัจจุบันพบว่าเบาหวานเป็นสาเหตุสำคัญที่ให้เกิดการเกิดโรคไตวายเรื้อรังในประเทศไทย โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นเบาหวานมานาน และหากมีความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง และสูบบุหรี่ร่วมด้วย ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางไตมากยิ่งขึ้น ในระยะแรกผู้ป่วยโรคไตจะไม่พบความผิดปกติจากการตรวจเลือด แต่สามารถพบได้จากการตรวจโปรตีนจากการตรวจปัสสาวะ สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่เป็นมานานอย่างน้อย 5 ปี และผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ควรตรวจการรั่วของโปรตีนเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะทุกปีเพื่อเฝ้าระวังการเกิดโรคไตซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน

เมื่อเข้าสู่ระยะไตเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคไตอาจสังเกตพบความผิดปกติต่างๆ เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาการบวมจากการคั่งของน้ำและเกลือ ซีด หอบเหนื่อย ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะผิดปกติ  เช่น มีสีขุ่น เป็นฟอง ปัสสาวะเป็นเลือด ฯลฯ เนื่องจากไตเปรียบเสมือนโรงงานบำบัดน้ำเสียเพราะมีหน้าที่หลักในการกรองของเสียในเลือดออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ สร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมการทำงานของฮอร์โมนที่ควบคุมระดับความดันโลหิต และช่วยในการดูดซึมแคลเซียม

ดังนั้นการชะลอและป้องกันการเสื่อมของไตจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเกิดไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายอันเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ซึ่งผู้ป่วยโรคไตที่ยังไม่ฟอกไตควรปฏิบัติตนดังนี้

  1. งดสูบบุหรี่
  2. จำกัดการรับประทานอาหารรสเค็มจัด หรืออาหารที่มีโซเดียมสูง เนื่องจากโซเดียมจะมีผลต่อระดับความดันโลหิต โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีไตวายเรื้อรัง
  3. จำกัดอาหารกลุ่มโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม เนื่องจากทำให้เกิดการเพิ่มปริมาณของเสียในร่างกายและทำให้ไตเสื่อมเร็วยิ่งขึ้น
  4. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาทีต่อครั้ง หรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์  เพื่อช่วยให้การควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดให้ดีขึ้น
  6. หลีกเลี่ยงการใช้ยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs ยาปฏิชีวะ
  7. หลีกเลี่ยงสารพิษและโลหะหนัก เช่น ปรอท แคดเมียม ตะกั่ว รวมถึงยาฆ่าแมลง ซึ่งเป็นสารพิษที่สะสมในร่างกาย
  8. รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์และควรพบแพทย์เพื่อติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ
  9. ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม (ความดันโลหิตต่ำกว่า 130/80 มิลิเมตรปรอท)
  10. ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ตามที่แพทย์แนะนำ โดยปรกติควรจะมีน้ำตาลสะสม (HbA1c) อยู่ในช่วงน้อยกว่าร้อยละ 7-8
  11. ควบคุมระดับแอลดีแอลคอเลสเตอรอล (LDL-Cholesterol) ให้มีค่าน้อยกว่า 70 มก. /ดล.