CALL CENTER : 02 625 6500

การใช้ยาเบาหวานในผู้ป่วยเบาหวาน

การป้องกันและชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่น โรคหัวใจ ภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานทางไต ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ฯลฯ สามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและน้ำตาลสะสม (HbA1C) ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตามหลักทฤษฏีทั่วไป คือ ควบคุมระดับน้ำตาลก่อนอาหารให้อยู่ระหว่าง 90-130 มก./ดล. หรือน้ำตาลหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมง <180 มก./ดล. การควบคุมระดับน้ำตาลสะสมให้อยู่ในช่วงน้อยกว่าร้อยละ 7 อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ การควบคุมน้ำตาลสะสม (HbA1C) ในผู้ป่วยเบาหวานมักแตกต่างกันในแต่ละบุคคล (Individualization) ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยที่แตกต่างกัน เช่น อายุของผู้ป่วยเบาหวาน ระยะเวลาการเป็นเบาหวาน (เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน หรือเป็นเบาหวานมานาน) โรคประจำตัวหรือภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยเบาหวาน หรือแม้กระทั่งความร่วมมือในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน ฯลฯ โดยผู้ป่วยแต่ละรายจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยปกติควรจะมีน้ำตาลสะสม(HbA1C) อยู่ในช่วงน้อยกว่าร้อยละ 7-8

อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต (Lifestyle modification) เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การงดสูบบุหรี่ การพักผ่อนอย่างเพียงพอ ฯลฯ หากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดด้วยวิธีดังกล่าว แพทย์จะพิจารณาถึงความจำเป็นในการใช้ยารักษาเบาหวาน “เมตฟอร์มิน” (Metformin) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดระดับน้ำตาลในเลือดในเลือด ซึ่งหากผู้ป่วยที่ได้รับ Metformin ซึ่งเป็นยาเดี่ยวในการรักษา (Monotherapy) ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต แต่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลและน้ำตาลสะสมให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม แพทย์จะพิจารณาถึงความจำเป็นในการใช้ยารับประทานเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (Oral hypoglycemic agents) ชนิดอื่นควบคู่กับการใช้ Metformin และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต โดยพิจารณาถึงความจำเป็นในการรักษาเบาหวานแบบ Dual therapy

แนวทางการรักษาผู้ป่วยเบาหวาน

  • ผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) ได้ใกล้เคียงระดับที่เหมาะสม แพทย์อาจพิจารณาให้ผู้ป่วยพยายามควบคุมน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมโดยไม่ใช้ยารักษาเบาหวานในช่วงระยะเวลา 3- 6 เดือน คือ เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตเป็นหลัก เพื่อประเมินว่าผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่
  • ผู้ป่วยที่มีน้ำตาลสะสมอยู่ในช่วงมากกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม แพทย์จะพิจารณาให้ผู้ป่วยใช้ Metformin เป็นยาเดี่ยวในการรักษาเบาหวาน (Monotherapy) เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมะสม ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต
  •  ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลสะสมมากกว่าร้อยละ 9 แพทย์จะพิจารณาใช้ใช้ยารับประทานเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (Oral hypoglycemic agents) ชนิดอื่นควบคู่กับการใช้ Metformin และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ตามหลักการรักษาเบาหวานแบบ (Dual therapy) เช่น ยาในกลุ่ม Sulfonylurea, DPP-4 inhibitor, SGLT-2 inhibitor, TZD ทั้งนี้แพทย์จะพิจารณาใช้ยาให้เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย เนื่องจากยาแต่ละชนิดอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือมีข้อจำกัดในการใช้โดยพิจารณาจากพยาธิสภาพของโรคในผู้ป่วยเป็นหลัก