CALL CENTER : 02 625 6500

การใช้อินซูลินในผู้ป่วยเบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งอินซูลินในระยะหลัง เนื่องจากพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่ไม่เพียงแต่มีภาวะดื้ออินซูลินเท่านั้น แต่ยังมีความผิดปกติของเซลล์ตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลินเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดหรือเบต้าเซลล์ เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานจะมีภาวะเบต้าเซลล์ไม่ทำงาน (Beta cell dysfunction) ส่งผลให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น จึงเป็นเหตุผลทำให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 หรือชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (ในช่วงแรก) จำเป็นต้องพึ่งการใช้อินซูลิน

โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวานปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต (Lifestyle modification)  เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และแพทย์พิจารณาถึงความจำเป็นในการใช้ยารักษาเบาหวาน เพื่อชะลอหรือป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน โดยยาเบาหวานที่รู้จักกันทั่วไป คือ  “เมตฟอร์มิน” (Metformin) ซึ่งเป็นยาเบาหวานที่มีประสิทธิภาพในการลดน้ำตาลในเลือดได้ดี ทั้งนี้หากผู้ป่วยที่ใช้ Metformin ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต แต่ไม่สามารถรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาลดน้ำตาลชนิดอื่นหรือใช้อินซูลิน (Insulin) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน

ผู้ป่วยที่อาจพิจารณาใช้ยาอินซูลินเพื่อควบคุมเบาหวานได้ดี

  • ผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) อยู่ในช่วงมากกว่าร้อยละ 8 หรือมีอาการของเบาหวานชัดเจน เช่น อ่อนเพลีย สายตาพร่ามัว
  • ผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C) อยู่ในช่วงมากกว่าร้อยละ 9.5 มีระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง (Fasting blood sugar: FBS) > 250 มก./ ดล. มีระดับน้ำตาลในเลือดจากการสุ่มตรวจ (Random glucose) > 300 มก./ ดล. ตรวจพบคีโตน (Ketone) ซึ่งแสดงถึงภาวะความผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลินที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน หรือมีน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วที่สัมพันธ์กับการมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia)
  • ผู้ป่วยที่ไม่สามารถระบุชนิดของเบาหวานได้อย่างชัดเจน เช่น เบาหวานชนิดที่ 1 และเบาหวานชนิดที่ 2

 

เมื่อกล่าวถึงอินซูลิน ปัจจุบันผู้ป่วยเบาหวานสามารถเลือกใช้อินซูลินได้หลากหลายรูปแบบ โดยอินซูลินได้พัฒนารูปแบบการใช้ ออกเป็น 4 แบบ ได้แก่

  1. ปากกาอินซูลิน (Insulin pen)
  2. อินซูลินชนิดสูดพ่น (Inhaled insulin) ซึ่งเป็นอินซูลินที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา US FDA ในปี 2557 สำหรับใช้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2  แต่มีข้อจำกัดเนื่องจากความไม่เสถียรในด้านการดูดซึม จึงทำให้ไม่เป็นที่นิยมมากนักในปัจจุบัน
  3. อินซูลินแบบแบบกระบอกฉีด (Syringe insulin)
  4. อินซูลินปั๊ม (Insulin pump) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กสามารถพกพาติดตัวได้โดยสามารถตรวจวัดระดับน้ำตาลได้ เครื่องอินซูลินปั๊มนี้จะทำหน้าที่คล้ายตับอ่อนในการปล่อยอินซูลินเข้าสู่ร่างกายเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยผู้ป่วยสามารถกำหนดปริมาณอินซูลินตามปริมาณอาหารที่รับประทานเข้าไปตามหลักการฉีดอินซูลินก่อนมื้ออาหาร (Bolus or parndial insulin) เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร และเครื่องอินซูลินปั๊มจะปล่อยอินซูลินเข้าสู่ชั้นใต้ผิวหนังอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลทั้งวัน โดยเฉพาะตอนนอน เพื่อลด Hapatic glucose ตามหลักการฉีดอินซูลินพื้นฐาน (Basal insulin)  แม้ว่าอุปกรณ์อินซูลินพกพาดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพในด้านความสะดวกสบาย แต่ยังมีข้อจำกัดเนื่องจากมีราคาที่ค่อนข้างสูง

สิ่งที่คัญที่ผู้ป่วยเบาหวานควรพิจารณาเมื่อจำเป็นต้องพึ่งอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด คือ ตำแหน่งในการฉีดอินซูลิน เพราะตำแหน่งมีผลต่อการดูดซึมอินซูลินในอัตราที่ต่างกัน โดยทั่วไปตำแหน่งที่เหมาะสมต่อการฉีดอินซูลินมีอยู่ 4 ตำแหน่ง คือ หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขาด้านนอก และแก้มก้น เนื่องจากแต่ละตำแหน่งมีผลต่อการดูดซึมอินซูลินในอัตราที่ไม่เท่ากัน เช่น ตำแหน่งหน้าท้องห่างจากสะดือประมาณ 1 นิ้ว จะดูดซึมได้เร็วกว่าตำแหน่งต้นแขนและต้นขาด้านนอก ดังนั้นผู้ป่วยควรพิจารณาถึงความจำเป็นก่อนฉีดอินซูลิน นอกจากนี้ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการฉีดซ้ำบริเวณจุดเดิมในตำแหน่งเดียวกัน โดยตำแหน่งที่ฉีดแต่ละจุดควรห่างกันประมาณ 1 นิ้ว ทั้งนี้เพื่อประสิทธิภาพในการดูดซึมอินซุลินที่ดีขึ้น