CALL CENTER : 02 625 6500

ตะลึง...ยอด (ว่าที่) เบาหวานสูงลิ่ว

จากข้อมูลสถิติจากสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ สหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC) ในปี 2557 พบว่า ชาวอเมริกัน 29 ล้านคนเป็นเบาหวาน ส่วนประชากร 86 ล้านคน มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน และประชากร 9 ใน 10 ไม่รู้ว่าตนมีภาวะดังกล่าว

ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน (Prediabestes) เป็นภาวะผิดปกติเกี่ยวกับระบบเมตาบอลิก กล่าวคือ การมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติแต่ไม่สูงพอที่จะวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน ซึ่งผู้ป่วยมักมีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารสูงเกินปกติ แต่ยังไม่ถึงระดับเบาหวาน (Impaired fasting glucose: IFG) และภาวะระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารสูงกว่าปกติ หรือความทนต่อน้ำตาลลดลง (Impaired glucose tolerance: IGT) ร่วมด้วย ทำให้ผู้ที่มีภาวะก่อนเป็นเบาหวานเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหลอดเลือดหัวใจ และเสียชีวิตกว่าวัยอันควร มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่เป็นเบาหวาน

อย่างไรก็ตามภาวะดังกล่าวสามารถป้องกันด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต (Lifestyle modification) เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เป็นที่น่าสังเกตุว่าผู้ที่มีภาวะก่อนเป็นเบาหวานมักมีความผิดปกติของเมตาบอลิซึม กล่าวคือ มีแนวโน้มอ้วนหรืออ้วนลงพุง ดังนั้นการป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจึงเน้นไปที่การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งการลดน้ำหนักอย่างน้อยร้อยละ 5-10 จากสัดส่วนเดิม จะช่วยให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้น (Improved insulin sensitivity) ส่งผลให้การควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ลดความดันโลหิตสูง ลดระดับไตรกลีเซอไรต์ตลอดจนระดับเอลดีเอลคอเลสเตอรอล (LDL-cholesterol) ทั้งนี้ การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งเป็นแนวทางในการป้องกันการเกิดเบาหวานหรือลดความรุนแรงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน สามารถทำได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

  • จำกัดการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง (High energy density food) เช่น เบคอน โดนัท ฯลฯ เน้นรับประทานอาหารที่ให้พลังงานต่ำ โดยเฉพาะผักและผลไม้ ในสัดส่วนที่เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย
  • จำกัดการดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำหวาน เพราะเป็นปัจจัยกระตุ้นการเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2
  • หลีกเลี่ยงน้ำเชื่อมฟรุกโตส (High-fructose corn syrup : HFCS)) เนื่องจากไม่กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน และเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคอ้วนหรือภาวะอ้วนลงพุง
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Glycemic index: GI) เช่น ข้าวหรือธัญพืชไม่ขัดสี ผักและผลไม้ เช่น ผักตระกลูกะหล่าปลี เช่น บล็อกโคลี กะหล่ำดอก ฯลฯ ผักโขม มะเขือเทศ แครอทสุก แอปเปิ้ล ชมพู่ ซึ่งอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำจะช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่าอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง เช่น ขนมปังที่ทำจากแป้งขัดขาว
  • ที่สำคัญควรออกกำลังกายเป็นประจำและเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การออกแรงทำกิจวัตรประจำวัน ซึ่งการออกกำลังกายมีส่วนคำคัญในการช่วยให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้น ทำให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น