CALL CENTER : 02 625 6500

ทำไมต้องรู้ประเภทของเบาหวาน?

เบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 มีพยาธิสภาพและสาเหตุการเกิดที่แตกต่างกัน ดังนั้นรูปแบบการรักษา ตลอดจนการป้องกันและชลอความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานแต่ละชนิดจึงมีความแตกต่างกัน ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับการวินิจฉัยอย่างแม่นยำเพื่อวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมในแต่ละบุคคล

 เบาหวานชนิดที่ 1 (เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน) เป็นเบาหวานที่พบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่น คิดเป็นสัดส่วน 5-10 เปอร์เซ็นต์ในจำนวนผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด ซึ่ง ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ส่วนใหญ่มีรูปร่างผอม (Lean) สาเหตุเกิดจากการสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อต้านเซลล์ตับอ่อนของตนเอง (Autoimmune destruction of the pancreatic beta cells) โดยภูมิคุ้มกันที่ผิดปกตินี้อาจเกิดจากปัจจัยด้านพันธุกรรมหรือปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น อาจเกิดจากการติดเชื้อบางชนิด ทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องได้รับอินซูลินทดแทนเท่านั้น อย่างไรก็ตามการชะลอความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานในผู้ป่วยเบาหวาน สามารถทำได้โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยควรเลือกรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวหรือธัญพืชไม่ขัดสี เพื่อช่วยให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องได้รับการเรียนรู้การนับคาร์โบไฮเดรตเพื่อการคำนวณขนาดยาอินซูลินที่ใช้ให้เหมาะสมกับอาหารที่รับประทาน เพื่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปรกติ

เบาหวานชนิดที่ 2 (เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน) เป็นเบาหวานที่สามารถพบได้ในทุกวัยในสัดส่วน 90-95 เปอร์เซ็นต์ในจำนวนผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด เบาหวานชนิดนี้เกิดจากปัจจัยพฤติกรรมร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 จะสัมพันธ์กับโรคอ้วน (Obesity) และความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 จะสูงขึ้นหากมีโรคอ้วนร่วมกับมีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในระยะแรกเซลล์ตับอ่อนสามารถผลิตอินซูลินได้ แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin resistance) เช่น มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีรสหวานเป็นประจำ ร่วมกับการขาดกิจกรรมทางกายหรือการออกกำลังกาย เมื่อร่างกายเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธ์ได้ไม่ดีพอ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น อย่างไรก็ตามเบาหวานชนิดนี้สามารถป้องกันและชะลอความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยง ด้วยการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 30 นาที หรือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ ร่วมกับควบคุมการรับประทานอาหาร โดยเน้นเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะกับพยาธิสภาพของโรค เช่น เลือกรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวหรือธัญพืชไม่ขัดขาว ซึ่งจัดเป็นอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Glycemic index: GI) ซึ่งจะช่วยให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานชนิดนี้ในระยะแรกเริ่ม แพทย์อาจพิจารณาแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อละลอและลดความเสี่ยงต่อการภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน โดยไม่ต้องใช้ยารับประทานหรือยาฉีด หากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีพอ แพทย์จะพิจารณาการรักษาด้วยการใช้ยารับประทานหรือยาฉีดเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

แม้ว่าเบาหวานชนิดที่ 1 และเบาหวานชนิดที่ 2 จะมีพยาธิสภาพการเกิดและการดำเนินของโรคที่แตกต่างกัน จึงต้องอาศัยการวินิจฉัยและการรักษาที่แตกต่างกัน แต่มีมีเป้าหมายเดียวกันในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระดับน้ำตาลสะสมให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน