CALL CENTER : 02 129 5555

“นมแม่” ยิ่งให้ ยิ่งดี

 

“ค่าน้ำนมแม่นี้ จะมีอะไรเหมาะสม” ท่อนหนึ่งในเพลง “ค่าน้ำนม” ที่เราได้ยินกันมาจนคุ้นชิน ชวนให้นึกถึงคุณค่าของนมแม่ ซึ่งไม่มีอาหารชนิดใดเปรียบได้ เพราะนอกจากจะอบอวลไปด้วยความรัก ความอบอุ่นจากแม่ที่มีต่อลูกแล้ว ยังอุดมไปด้วยสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด จึงนับเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก ดีอย่างไรบ้าง...ตามมาอ่านกันค่ะ

ระยะของนมแม่

นมแม่แบ่งออกได้เป็นสามระยะ ซึ่งในแต่ละระยะจะมีสารอาหารที่ลูกต้องการอย่างเหมาะสมตามวัย ได้แก่

  • หัวน้ำนม หรือโคลอสตรัม (Colostrum) มีสีเหลืองหรือสีครีม และข้นกว่าน้ำนมระยะอื่นๆ อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน พรีไบโอติก และกรดไขมันชนิดพิเศษที่เหมาะสมกับทารกแรกเกิด โคลอสตรัมเพียงไม่กี่หยดจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารกได้
  • น้ำนมระยะปรับเปลี่ยน (Transitional milk) น้ำนมระยะนี้จะมีสารอาหารสูงขึ้น ทั้งปริมาณแคลอรี ไขมัน และวิตามิน เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการสารอาหารที่มากขึ้นของทารก
  • น้ำนมปกติ (Mature milk) จะมีน้ำในสัดส่วนที่สูงขึ้นเพื่อให้ลูกได้รับน้ำเพียงพอ และยังมีโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในสัดส่วนที่สมดุลสำหรับการเจริญเติบโตของทารก

ประโยชน์ของนมแม่

  1. ช่วยในการมองเห็นและบำรุงสมอง  ในนมแม่มี DHA ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของไขมันในสมอง โดยไขมันดังกล่าวนี้เป็นโครงสร้างของเซลล์สมองและจอประสาทตา นอกจากนี้ในนมแม่ยังมีส่วนประกอบสำคัญอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ทอรีน” ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้ทารกมีพัฒนาการทางร่างกายที่แข็งแรงและสติปัญญาดีอีกด้วย
  2. ช่วยป้องกันการติดเชื้อ นมแม่มีสารอาหารประเภทโปรตีนที่ย่อยง่ายกว่าโปรตีนในนมชนิดอื่น และยังมีคุณสมบัติช่วยดักจับแบคทีเรียในลำไส้ ช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารของลูกน้อย รวมถึงมี “ไลโซไซม์” ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สามารถย่อยสลายเชื้อแบคทีเรียได้ดีและไม่มีในนมประเภทอื่นนอกจากนมแม่
  3. ป้องกันโรคทางเดินหายใจและภูมิแพ้ นมของคุณแม่ช่วงหลังคลอดประมาณ 2-3 วัน จะหลั่งสารสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด โดยทารกที่ได้รับนมแม่ในระยะนี้จะมีอัตราการเกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หูน้ำหนวก รวมไปถึงท้องร่วงน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้ดื่มนมแม่
  4. ช่วยในการขับถ่าย นมแม่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ช่วยปรับสมดุลระบบย่อยและระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี เพิ่มการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ช่วยให้เกิดการขับถ่าย และยับยั้งการเกิดเชื้อโรคในลำไส้ซึ่งเป็นสารเหตุสำคัญของการเกิดท้องเสียอีกด้วย
  5. เพิ่ม EQ ให้ทารกน้อย ขณะดื่มนมทารกจะได้รับรสชาติ ได้สัมผัสกลิ่นและฝึกการใช้อวัยวะในช่องปาก ซึ่งเป็นพัฒนาการอย่างแรกๆ ที่ทารกสามารถทำได้ นอกจากนั้นการโอบกอด รวมไปถึงการสบตาขณะให้นมลูกจะทำให้ทารกอารมณ์ดี มีความสุขและยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอารมณ์หรือ EQ ได้ดีนั่นเอง
  1. หมดปัญหาเรื่องลูกอ้วนเกินไป การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น น้ำหนักตัวของลูกจะเป็นไปตามมาตรฐานในแต่ละวัย ต่างกับการเลี้ยงลูกด้วยนมวัวหรือนมสังเคราะห์ชนิดอื่นๆ ที่อาจทำให้เด็กมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานได้
  2. ฟันของลูกจะสวยกว่าเด็กที่กินนมจากขวด เพราะการดูดนมจากเต้าจะช่วยให้ช่องปากและขากรรไกรมีพัฒนาการดี และฟันเรียงตัวสวยมากกว่าการดูดนมจากจุกยาง
  3. ร่างกายของแม่จะผอมเร็ว การที่ร่างกายต้องผลิตน้ำนมจะช่วยเผาผลาญไขมันต่างๆ ตามหน้าท้องออกไปด้วย ทำให้รูปร่าง ของแม่ที่เพิ่งคลอดลูกกลับมาผอมเพรียวได้เร็ว โดยเฉลี่ยแล้วการให้ลูกกินนมจากอกแม่เอง น้ำหนักตัวของแม่จะลดลงเฉลี่ยเดือนละ 1-2 กิโลกรัม อีกทั้งการให้ลูกดูดนมยังช่วยกระตุ้นร่างกายของแม่ให้หลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่จะช่วยให้มดลูกหดตัวเข้าที่ได้อย่างรวดเร็วด้วย
  4. ช่วยลดความเสี่ยงจากมะเร็งเต้านม ผลวิจัยจากสถาบันวิจัยมะเร็งในประเทศอังกฤษพบว่า ถ้าแม่ให้นมลูกจนครบ 6 เดือน โอกาสที่แม่จะเป็นมะเร็งเต้านมเมื่ออายุมากขึ้นนั้นจะลดลงจาก 6.3% เป็น 2.7% เลยเชียว เนื่องจากเซลล์ต่อมน้ำนมจะทำหน้าที่สร้างน้ำนมเป็นหลัก โดยมักจะไม่กลายตัวเป็นเซลล์มะเร็ง
  5. สานสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก ช่วงเวลาที่ให้นมลูกนั้นเป็นช่วงเวลาที่ทรงคุณค่าที่สุด เพราะแม่ลูกจะได้สบตา พูดคุย รับรู้ถึงความรัก และลูกยังสามารถจำกลิ่น เสียง หน้าตา และสัมผัสต่างๆ ของแม่ได้เร็วกว่าเด็กที่กินนมจากขวดนมด้วย

ดูอย่างไรว่าทารกได้รับนมแม่เพียงพอ

เป็นเรื่องยากที่จะวัดปริมาณนมที่ลูกดูดได้ว่ามากหรือน้อยแค่ไหน คุณแม่อาจลองใช้วิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้รู้ว่าลูกได้รับนมเพียงพอ ดังนี้
• ทารกดูดนมอย่างกระตือรือร้น แต่สงบ หลังดูดนมแล้วทั้งมือและแขนของลูกจะผ่อนคลาย
• ลูกถ่ายอุจจาระตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อวัน ในช่วง 4-6 สัปดาห์หลังคลอด
• เต้านมของคุณแม่จะนิ่มขึ้น และคัดตึงน้อยลงหลังจากให้นมลูก
• ลูกมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30-40 กรัมต่อวัน ในช่วง 3 เดือนแรกหลังคลอด

อาหารเสริมสำหรับคุณแม่

การให้นมลูกทำให้คุณแม่ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นประมาณ 500 กิโลแคลอรีต่อวันเพื่อใช้ในการสร้างน้ำนม คุณแม่จึงควรเลือกรับประทานอาหารหรือของว่างที่มีความเข้มข้นของสารอาหารสูง เช่น

• ดื่มนมอย่างน้อยวัน ละ 2-3 แก้ว เพื่อเพิ่มแคลเซียม หรือเลือกอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลาน้อย งาดำ ยอดแค ผักใบเขียวต่าง ๆ
• ขนมปังกรอบที่ทำจากธัญพืชเต็มเมล็ด (โฮลเกรน) กับชีสไขมันต่ำ และมะเขือเทศที่หั่นบางๆ หรือผลไม้สด
• โยเกิร์ต หรือน้ำผลไม้ปั่น
• ไข่ต้มสุก หรือแซนด์วิชสลัดทูน่า
• อัลมอนด์ หรือวอลนัท ผสมกับเชอร์รี่หรือแครนเบอร์รี่อบแห้ง

โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 3-6 เดือน โดยไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารอื่นเสริม เช่น กล้วยบด ข้าวบด ตับบด เนื่องจากระบบย่อยอาหารของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ จึงเสี่ยงทำให้ลูกท้องผูกหรือกระเพาะอักเสบได้

 

ปรึกษาแพทย์ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แผนกสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลปิยะเวท โทร. 02-129-5555