CALL CENTER : 021295555

การกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็ก (PMS)

 

การกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็ก – Peripheral Magnetic Stimulation (PMS)

                เป็นที่รู้กันดีอยุ่แล้วว่า การรักษาในทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู และกายภาพบำบัด จะมีการใช้เครื่องมือสำหรับกระตุ้นระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ได้แก่ เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า ซึ่งมักจะถูกนำมาใช้ในการรักษาอาการปวด และกระตุ้นกล้ามเนื้อที่อ่อนแรง แต่ในปัจจุบัน นอกจากการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าแล้ว ยังมีการนำเอาคลื่นแม่เหล็กมาใช้ในการกระตุ้นระบบประสาทและกล้ามเนื้อด้วย ซึ่งเครื่องกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กดังกล่าว จะรู้จักกันในชื่อ PMS (Peripheral Magnetic Stimulation)

  • การทำงานของเครื่อง PMS

ตัวเครื่องจะปล่อยคลื่นแม่เหล็กออกมามีผลโดยตรงต่อเส้นประสาท โดยจะเหนี่ยวนำให้ถูกกระตุ้น หรือยับยั้งการนำกระแสประสาทไปในลักษณะที่ต้องการ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของการรักษาที่แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย

ผลของการเหนี่ยวนำเส้นประสาทดังกล่าว จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงาน เช่น ทำให้เกิดการยับยั้งเส้นประสาทที่รับความรู้สึกปวด กระตุ้นการฟื้นตัว และการทำงานของระบบประสาท ทั้งบริเวณสมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทส่วนปลาย

นอกจากผลโดยตรงต่อเส้นประสาทดังกล่าวแล้ว การกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กยังมีผลให้กล้ามเนื้อมีการหดตัวเพื่อเพิ่มความแข็งแรง หรือคลายตัวเพื่อลดอาการเกร็ง และส่งผลโดยอ้อมต่อระบบการไหลเวียนเลือดที่จะเพิ่มขึ้นในบริเวณที่กระตุ้นขณะที่กล้ามเนื้อมีการหดและคลายตัวอีกด้วย

การรักษาด้วยเครื่อง PMS จะใช้เวลาประมาณ 15 นาที ต่อ 1 บริเวณที่ทำการรักษา และควรจะทำควบคู่ไปกับการรักษาด้วยวิธีการอื่นด้วยเสมอ เช่น ในการรักษาอาการอ่อนแรงและกระตุ้นการฟื้นตัวของระบบประสาท ควรทำ PMS ควบคู่กับการทำกายภาพบำบัดด้วยวิธีมาตรฐาน คือ การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และฝึกทักษะที่สำคัญ เช่น การเดิน การทรงตัว การทำกิจวัตรประจำวัน หรือแม้กระทั่งเสริมด้วยการฝึกด้วยเครื่องมือพิเศษอื่นๆ เช่น การฝึกด้วยหุ่นยนต์เป็นต้น หรือในการรักษากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ ก็ควรทำ PMS ควบคู่ไปกับการยืดกล้ามเนื้อ และปรับเปลี่ยนท่าทางระหว่างการทำงานร่วมด้วย จึงจะได้ประสิทธิภาพในการรักษาสูงสุด

  • ใครบ้างที่สามารถมารับการรักษาด้วยเครื่อง PMS ได้?
  1. ผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ ทั้งในระยะเฉียบพลัน และเรื้อรัง เนื่องจากการทำงาน (Office syndrome) หรือจากสาเหตุนำอื่นๆ เช่น จากการได้รับบาดเจ็บ หรือจากการออกกำลังกาย เป็นต้น
  2. ผู้ที่มีอาการปวด หรืออาการชา เนื่องมาจากความผิดปกติของระบบประสาท เช่น การกดทับเส้นประสาทที่ตำแหน่งต่างๆ โรคปลายประสาทเสื่อม หรืออาการชาในผู้ป่วยเบาหวาน เป็นต้น
  3. ผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่ว่าจะเป็นจากโรคหลอดเลือดสมอง ไขสันหลังบาดเจ็บ การได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ หรือความผิดปกติของเส้นประสาทจากสาเหตุต่างๆ
  4. ผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง
  5. ใช้เสริมประสิทธิภาพของการฝึกกายภาพบำบัด หรือการฝึกด้วยเครื่องมือพิเศษอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม การใช้เครื่องมือดังกล่าวก็มีข้อควรระวังในผู้ป่วยที่มีการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าชนิดต่างๆ ในร่างกาย หรือมีโลหะในตำแหน่งที่ต้องการรักษา ผู้ป่วยโรคมะเร็ง และผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์ ซึ่งท่านจะต้องให้ข้อมูลกับแพทย์และนักกายภาพบำบัดก่อนเริ่มการรักษา เพื่อปรับเปลี่ยนการรักษาให้เหมาะสม และป้องกันภาวะไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดได้

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงพยาบาลปิยะเวท โทร. 02-129-5555

 

บทความโดย :

แพทย์หญิงสัสยา คงสกุล

แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลปิยะเวท