CALL CENTER : 02 625 6500

        โรงพยาบาลปิยะเวท ได้พัฒนา ศูนย์เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคารโรงพยาบาลปิยะเวท ชั้น 2  เปิดให้บริการ  วันจันทร์-วันอาทิตย์ เวลา 08.00 – 19.00 น. ไว้รองรับสุภาพสตรีที่มีปัญหาการมีบุตรยาก  กลุ่มที่แท้งซ้ำซ้อน และกลุ่มที่มีโรคที่ถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรม   ให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา  สืบค้นหาสาเหตุ ตรวจค้นเพิ่มเติม และให้การรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง    เทคนิคที่ใช้ในการรักษามีหลากหลาย ตั้งแต่การทำเด็กหลอดแก้ว(IVF) อิ๊กซี่ (ICSI) เพื่อช่วยในคู่สมรสที่มีปัญหาเชื้ออสุจิอ่อน   PESA AND TESE คือการเจาะดูดอสุจิจากอัณฑะ หรือท่อนำอสุจิในคนไข้ที่เป็นหมัน  นอกจากนี้ยังมีเทคนิค PGD ใช้สำหรับตรวจคัดกรองโครโมโซมผิดปกติ ก่อนย้ายตัวอ่อนเข้าไปฝังตัวในโพรงมดลูก
 
        กลุ่มคนไข้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนไข้ที่อายุมากกว่า 40 ปี ( ประมาณ 50% ของเคสทั้งหมด  )     แต่อัตราความสำเร็จของศูนย์ ฯ ค่อนข้างสูง  สามารถเทียบเคียงได้กับประเทศในอเมริกาและยุโรป       ในปี พ.ศ. 2554 จำนวนคนไข้เพิ่มมากขึ้นทุกเดือนทั้งคนไทย และคนต่างชาติ  ทั้งนี้ คลินิคผู้มีบุตรยาก ได้มีการวางแผนเพื่อการพัฒนาบริการต่อไปอย่างต่อเนื่อง    โดยเริ่มนำเทคโนโลยีใหม่  (Array CGH) มาใช้   สำหรับตรวจโครโมโซมได้ทุกคู่   และ ตรวจหาความผิดปกติทางพันธุกรรมได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น    ได้ประโยชน์ทั้งการให้กำเนิดลูกน้อยที่ปลอดโรคทางพันธุกรรม       และคุณแม่มีอัตราการตั้งครรภ์   ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
 
        การตรวจวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนการฝังตัว (Preimplantation Genetic Diagnosis: PGD) เหมาะสำหรับคู่สมรสที่มีความกังวลว่าตนจะเป็นพาหะหรือเป็นโรคทางพันธุกรรมและถ่ายทอดความผิดปกตินี้ให้แก่บุตร โดยทั่วไปคู่สมรสที่มีปัญหาเรื่องภาวะมีบุตรยากหรือแท้งซ้ำซ้อนสามารถพบความผิดปกติทางพันธุกรรมได้ถึง 10 % และ 30% ตามลำดับ โรคทางพันธุกรรมก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของเด็กและคู่สมรส เพราะฉะนั้นการป้องกันก่อนที่จะเกิดโรคจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

 

ทคนิคการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุกรรม
ปัจจุบันมีหลากหลายเทคโนโลยีในการตรวจพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนการฝังตัว ทางเลือกใหม่คือ การตรวจวิเคราะห์ทางพันธุกรรมด้วย array CGH เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดสามารถทำการทดสอบโครโมโซมได้ทั้ง 24 โครโมโซม ให้ผลลัพธ์ที่มีความแม่นยำสูงถึง 98-99% และมีความแม่นยำมากกว่าการตรวจด้วยเทคนิคเดิม คือ FISH นอกจากนี้ array CGH สามารถนำไปใช้ได้ดีในคู่สมรสที่มีปัญหาแท้งซ้ำซ้อน, อายุมาก (> 38 ปี), มีประวัติการตั้งครรภ์ทารกที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมในท้องก่อน และคู่สมรสที่ไม่ประสบความสำเร็จในการทำเด็กหลอดแก้วตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ป่วยจะต้องผ่านขบวนการการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF:In vitro fertilization) และตัดชิ้นเนื้อตัวอ่อนเพื่อนำมาตรวจทางพันธุกรรมต่อไป

 

IVF เทคโนโลยีแห่งทางออก แก้ปัญหามีบุตรยาก

IVF ทางเลือกหนึ่งในการทำเด็กหลอดแก้ว เป็นการปฏิสนธิภายนอกร่างกายที่ปล่อยให้มีการคัดเลือกตามธรรมชาติ โดยอสุจิตัวที่แข็งแรงที่สุด จึงจะสามารถปฏิสนธิกับไข่ได้ เหาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาภาวะผู้มีบุตรยากที่ไม่รุนแรง ผลสำเร็จโอกาสตั้งครรภ์ 15-35%

 

Array CGH นวัตกรรมตรวจหาความผิดปกติ

Array-based comparative genomic hybridization นวัตกรรมตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมครบทั้ง 24 ตัว และตรวจหาการขาดหายหรือเกินมาของชิ้นส่วนโครโมโซมขนาดเล็กได้ ซึ่งสามารถพบในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 35  ปี มากถึง 40-50% ซึ่งการทำ Array CGH จะช่วยเพิ่มอัตราการทำสำเร็จจากการทำเด็กหลอดแก้ว และลดอัตราการแท้งบุตรด้วย

 

เวลาทำการศูนย์เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

             เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ เวลา 08.00 – 19.00 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์

สถานที่ตั้ง

            ชั้น  2  อาคารโรงพยาบาลปิยะเวท

การติดต่อนัดหมาย

             โทรศัพท์   02 625 6555

 

 

ความโดดเด่นของศูนย์เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

7 ขั้นตอนของการรักษา IVF และเทคนิค PGS : PGD

 

ขั้นตอนที่ 1 : การให้คำปรึกษาและการตรวจสอบภาวะมีบุตรยาก

เริ่มต้นขั้นตอนแรกด้วยการพบแพทย์เพื่อซักประวัติและตรวจร่างกาย ค้นหาสาเหตุและทำการทดสอบต่อไปนี้

ผู้หญิง

1. การตรวจเลือดวิเคราะห์ผลทางห้องปฎิบัติการ (Lab)

  • ตรวจหาเชื้อและหาภูมิไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg, Anti-HBs)
  • ตรวจหาเชื้อเอดส์ (Anti-HIV)
  • ตรวจเชื้อซิฟิลิส (VDRL)
  • ตรวจหาภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน (Rubella IgG)
  • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)
  • ตรวจหาหมู่เลือดและความเข้ากันได้ของเลือด (ABO-RH)
  • ตรวจหาความเสี่ยงโรคธาลัสซีเมีย (Hb Typing)

2. ข้อมูลฮอร์โมน (FSH, E2, Progesterone)

3. อัลตร้าซาวด์ช่องคลอด (Transvaginal)

ผู้ชาย

1. การตรวจเลือดวิเคราะห์ผลทางห้องปฎิบัติการ (Lab)

  • ตรวจหาเชื้อและหาภูมิไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg, Anti-HBs)
  • ตรวจหาเชื้อเอดส์ (Anti-HIV)
  • ตรวจเชื้อซิฟิลิส (VDRL)
  • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)
  • ตรวจหาหมู่เลือดและความเข้ากันได้ของเลือด (ABO-RH)
  • ตรวจหาความเสี่ยงโรคธาลัสซีเมีย (Hb Typing)

2. การวิเคราะห์น้ำอสุจิคอมพิวเตอร์ (ผลตรวจใช้เวลา 1 วัน)

 

ขั้นตอนที่ 2 : การกระตุ้นรังไข่

เริ่มในวันที่ 2 หรือ 3 ของการมีประจำเดือน โดยทำการฉีดยากระตุ้นไข่ทุกวันประมาณ 9-12 วัน ทั้งนี้ผู้ป่วยสามารถฉีดยาได้ที่โรงพยาบาลหรือนำยากลับบ้านเพื่อฉีดด้วยตนเอง ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับบริการ ภายหลังจากฉีดยา 5-6 วัน ทำการตรวจอัลตร้าซาวด์ เพื่อตรวจสอบขนาดของไข่ หลังจากนั้นอีก 5-6 วัน นัดผู้ป่วยซ้ำเพื่อดูขนาดของไข่ก่อนทำการฉีดกระตุ้นให้ไข่ตก

 

ขั้นตอนที่ 3 : การเก็บไข่

ก่อนทำการเก็บไข่ ผู้ป่วยต้องฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตกประมาณ 36-40 ชั่วโมงก่อนที่จะมีการเก็บไข่ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ไข่สุกเต็มที่ การเก็บไข่ สามารถทำได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ใช้หัวอัลตร้าซาวด์ช่องคลอด เพื่อเป็นแนวทางให้เข็มเข้าไปในรังไข่ ขั้นตอนนี้จะรักษาโดยให้ยาระงับประสาททางหลอดเลือดดำ โดยไม่ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวด และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

และในวันเดียวกัน สามีต้องมาเก็บอสุจิ เพื่อจะเตรียมสำหรับผสมกับไข่โดยแจ้งล่วงหน้า 2-3 วัน

หมายเหตุ: การแช่แข็งอสุจิสามารถเก็บวันใดวันหนึ่งก่อนที่จะเจาะไข่

 

ขั้นตอนที่ 4 : การเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกสหรับการย้ายตัวอ่อน

ผู้ป่วยต้องใช้ยาฮอร์โมนในรูปแบบทานและเหน็บช่องคลอด เพื่อเตรียมผนังมดลูกให้มีความเหมาะสม พร้อมสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน

 

ขั้นตอนที่ 5 : Blastocyst Culture

เป็นการทำการปฏิสนธิของไข่และอสุจิภายนอกร่างกายในสภาพแวดล้อมที่ถูกควบคุมอย่างเคร่งครัด(ในห้องทดลอง)

แล้วเลี้ยงตัวอ่อนไปอีก ประมาณ 5-6 วัน หลังจากปฏิสนธิจนตัวอ่อนจะมีการพัฒนาขึ้นไปสู่ระยะ Blastocyst

 

เทคนิค PGD/PGS ด้วยเทคโนโลยี Array CGH

เป็นการนเซลล์จากตัวอ่อนมาตรวจความผิดปกติของยีนหรือโครโมโซม

การตรวจความผิดปกติของโครโมโซมการตรวจคัดตัวอ่อนระยะก่อนการฝังตัว (PGD & PGS) สามารถตรวจความผิดปกติของโครโมโซมได้ทั้ง 24 ตัว ทำให้เพิ่มอัตราความสำเร็จจากการทำเด็กหลอดแก้ว และลดอัตราการแท้งบุตร

ในช่วงการเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ ก่อนที่จะย้ายสู่โพรงมดลูกให้ฝังตัวเกิดเป็นการตั้งครรภ์นั้น เราสามารถดึงเอาเซลล์เพียงเล็กน้อยจากตัวอ่อนมาตรวจหาความผิดปกติของพันธุกรรมและโครโมโซมได้ โดยวิธีการนี้จะทำโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูตัวอ่อนและใช้เข็มแก้วขนาดเล็กดูดเอาเซลล์ตัวอย่างออกมาตรวจ จึงไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อโอกาสการอยู่รอดของตัวอ่อนหลังจากย้ายสู่โพรงมดลูกแล้ว 

การตรวจความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อน ( Pre-Implantation Diagnosis; PGD) คือการวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เฉพาะเจาะจงกับโรคบางอย่าง ก่อนที่จะนำตัวอ่อนย้ายสู่โพรงมดลูก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติของทารกในกลุ่มที่พ่อแม่มีโรคทางพันธุกรรมเช่น โรคธาลัสซีเมีย โรคเกี่ยวกับเม็ดเลือดแดง โรคซีสติกไฟโบรซีส รวมไปถึงโรคอื่น ๆ อีกมากมาย ส่วนใหญ่วิธีนี้จะแนะนำให้คู่สมรสที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งคู่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นพาหะหรือเป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ หรือเคยมีบุตรที่เป็นโรคทางพันธุกรรม ซึ่งหมายความว่าด้วยวิธีการนี้เราสามารถจะคัดเลือกแต่ตัวอ่อนที่แข็งแรงและไม่เป็นโรคทางพันธุกรรมเท่านั้นในการย้ายสู่โพรงมดลูก 

การตรวจคัดกรองตัวอ่อนก่อนการฝังตัว (Pre-Implantation Screening; PGS) เป็นขั้นตอนคล้ายกับ PGD แต่จะทำการทดสอบในตัวอ่อนที่พ่อแม่ปกติไม่มีโรคทางพันธุกรรม เพื่อตรวจสอบความผิดปกติของโครโมโซมที่พบได้บ่อยในประชากรทั่วไป (เช่น โรคดาวน์ซินโดรม) ซึ่งจะแนะนำวิธีการนี้สำหรับคู่สมรสที่จะรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยวิธีปฏิสนธินอกร่างกาย(IVF) และมีความเสี่ยงจะเกิดความผิดปกติ เช่น เคยมีบุตรที่มีความผิดปกติมาก่อน หรือเมื่อฝ่ายหญิงอายุเกิน 40 ปี

 

ขั้นตอนที่ 6 : การย้ายตัวอ่อน

ตัวอ่อนจะถูกย้ายผ่านทางท่อพลาสติกเล็กๆ บางๆ ผ่านทางช่องคลอดเข้าไปในโพรงมดลูก ภายใต้การนำของอัลตร้าซาวด์ และตัวอ่อนจะถูกวางไว้ในที่ที่ดีที่สุดในโพรงมดลูก ซึ่งเป็นขั้นตอนการรักษาที่ผู้ป่วยไม่มีความเจ็บปวด เมื่อใส่ตัวอ่อนเรียบร้อยแล้วผู้ป่วยจะนอนพักประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนกลับบ้าน

 

ขั้นตอนที่ 7 : การบริหารจัดการภายหลังการใส่ตัวอ่อน

ผู้ป่วยจะได้รับยาฮอร์โมนเพื่อพยุงการฝังตัวของตัวอ่อน หลังจากใส่ตัวอ่อนไปแล้ว 10 วัน แพทย์จะทำการทดสอบการตั้งครรภ์ โดยตรวจหาระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (Beta-hCG) ที่เพิ่มขึ้น และตรวจอัลตร้าซาวด์เพื่อเป็นการยืนยันการตั้งครรภ์อีกครั้ง หลังค่าฮอร์โมนการตั้งครรภ์ขึ้นประมาณ 2 สัปดาห์