CALL CENTER : 02 625 6500
วิธีดูแลเท้าของผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • ล้างเท้าด้วยน้ำธรรมดา และสบู่อ่อนทุกวันหลังอาบน้ำ ไม่ความใช้แปรงขนแข็งขัดเท้า
  • ซับเท้าให้แห้งด้วยผ้าที่สะอาดและนุ่ม เช่น ผ้าขนหนู โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณซอกนิ้วเท้า
  • ตรวจดูเท้าทุกวันว่ามีอาการปวด บวม มีแผล รอยช้ำ ผิวเปลี่ยนสี หรือเม็ดพอง โดยตรวจทั่วทั้งฝ่าเท้า ส้นเท้า (ถ้ามองไม่เห็นอาจใช้กระจกส่อง) ซอกระหว่างนิ้ว และรอบเล็บเท้า เมื่อพบความผิดปกติควรปรึกษาแพทย์
  • สวมรองเท้าตลอดเวลา ทั้งในและนอกบ้านป้องกันไม่ให้เกิดแผล ก่อนสวมรองเท้าทุกครั้งควรตรวจสอบภายในก่อนว่ามีสิ่งแปลกปลอมใดที่ทำให้เกิดแผลได้หรือไม่เช่น กรวด ทรายเพราะแม้แต่แผลเล็กมากๆ จากรอยถลอกจากการถูกของแข็งจะทำให้เป็นแผลและหายช้า
  • เลือกใช้รองเท้าที่ถูกสุขลักษณะ รองเท้าจะต้องนิ่ม ขนาดพอดีไม่คับหรือหลวมเกินไปจนเกิดการเสียดสีเป็นแผล
  • การตัดเล็บเท้าด้วยความระมัดระวัง และตัดอย่างถูกวิธีโดยตัดขวางเป็นเส้นตรงให้พอดีกับเนื้อ ถ้าสายตาไม่ดี ควรให้ผู้อื่นช่วยตัดเล็บให้
  • ทาโลชั่นเพื่อลดความแห้งแข็งของผิวหนัง และหลีกเลื่ยงการทาระหว่างซอกนิ้วเท้า
  • ออกกำลังบริเวณขา และเท้าอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 15 นาทีเพื่อให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
  • ถ้ามีผิวหนังที่หนาหรือตาปลาไม่ควรตัดเอง ควรได้รับการตัดให้บางทุก 6-8 สัปดาห์โดยผู้ชำนาญ
  • กรณีเกิดบาดแผลต้องรีบรักษาโดยเร็ว
จะรู้ได้อย่างไรว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนที่เท้า
 
  • สีของผิวเปลี่ยนไปเช่นคล้ำขึ้น
  • อุณหภูมิของผิวหนังเพิ่มขึ้น
  • บวมที่เท้า
  • ปวดขา
  • แผลที่เท้าหายช้า
  • เล็บขบและมีเชื้อราที่เล็บ
  • เลือดออกบริเวณตาปลา
  • ผิวแห้งแตกโดยเฉพาะบริเวณส้นเท้า
แผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวาน มีกี่ชนิด??

1แผลปลายประสาทเสื่อม

  ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะพบว่ามีโรคแทรกซ้อน เป็นโรคปลายประสาทเสื่อมหรืออักเสบร้อยละ 58  ซึ่งจะส่งผลเสียดังนี้
จะทำให้มีอาการชา นอกจากนั้นหากมีความผิดปกติของเท้า เช่นนิ้วเท้ามีการหงิกงอก็จะทำให้เกิดแผลกดทับได้ ตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ฝ่าเท้า มักจะไม่มีอาการเจ็บปวด ขอบแผลนูนจากพังผืด ก้นแผลสีแดงเนื่องจากมีเนื้อเยื่อ
ประสาทอัตโนมัติเสื่อมทำให้ไม่มีเหงื่ออก เกิดผิวแห็ง ผิวแตกซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดแผลที่เท้าได้ง่าย
ข้อพิการหรือที่เรียกว่า Charcot's joint เนื่องจากประสาทรับความรู้สึกและบอกตำแหน่งเสีย ทำให้เวลาเดินไม่สามารถกะระยะทางได้อย่างถูกต้องจึงเกิดการกระแทกของข้อทำให้เกิดข้อพิการ

2แผลขาดเลือด

มักเกิดบริเวณปลายนิ้วเท้า แผลมักจะลุกลามจากปลายนิ้วมายังโคนนิ้วและลามมาถึงเท้า ขอบแผลเรียบ ก้นแผลมีสีซีด ไม่มีเลือดออก และอาจจะมีการตายของนิ้วเท้าข้างเคียงร่วมด้วย ในระยะแรกอาจจะมีอาการปวดเท้าเวลาเดิน ซึ่งอาการปวดจะดีขึ้นเมื่อหยุดพัก แต่ในระยะท้ายของการขาดเลือด จะมีอาการปวดบริเวณที่ขาดเลือด แผลเหล่านี้หายยาก การตรวจขา เท้า และผิวหนังพบว่าผิวหนังแห้ง เย็นซีด ขนร่วง เส้นแตกง่าย กล้ามเนื้อน่องรีบ คลำชีพขจรที่เท้าเบาลงหรือคลำไม่ได้

3แผลที่ติดเชื้อ

แผลที่มีการอักเสบเฉียบพลันจะพบลักษณะบวมแดงร้อน กดเจ็บที่แผล และอาจจะมีหนองไหลออกมา ส่วนแผลที่อักเสบเรื้อรังจะมีอาการบวม แดงร้อน หากติดเชื้อรุนแรงอาจจะมีไข้ร่วมด้วย บางครั้งมีอาการโลหิตเป็นพิษ เช่น ชีพขจรเบา เร็ว ความดันโลหิตลดลง ซึมลง