CALL CENTER : 02 625 6500

เทคโนโลยีการตรวจกรองภาวะการได้ยินบกพร่องของทารกตั้งแต่แรกเกิด

 

      ความสามารถในการได้ยินเสียงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการด้านภาษา และคำพูด ซึ่งจะส่งผลต่อมาถึง ความคิดและ ความเฉลียวฉลาดของเด็ก  เด็กจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้ยินเสียงตั้งแต่แรกเกิดการรับรู้เสียงได้ปกติ  จำเป็นต้องอาศัยอวัยวะรับเสียงและระบบประสาทที่ปกติ   

ปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดภาวะการได้ยินบกพร่องกับทารกแรกเกิด

ในทารกแรกเกิด 1,000  คน มักจะพบ 2 – 4 คน ที่มีภาวะการได้ยินบกพร่อง หรือ อาจสูงถึง 1 คน ใน 75 คน ซึ่งปัจจัยเสี่ยงได้แก่

  • มีบุคคลในครอบครัวมีปัญหาเรื่องการได้ยินบกพร่อง หรือหูหนวกตั้งแต่วัยเด็ก
  • แม่มีการติดเชื้อในขณะตั้งครรภ์  เช่น เชื้อ CMV, Rubella, Herpes, Toxoplasmosis
  • ทารกที่มีปัญหากระดูกใบหน้า กระโหลกศีรษะ รูหู  ใบหู  ผิดรูปไปจากปกติ
  • มีปัญหาระหว่างการคลอด  แรกคลอดจำเป็นต้องอยู่ในห้องอภิบาลผู้ป่วยหนักของทารกแรกเกิด  ตัวเหลืองได้รับการถ่ายเลือด ใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • น้ำหนักตัวแรกคลอดน้อยกว่า  1500 กรัม
  • Apgar  Score ต่ำ ระหว่าง 0 - 4 ที่ 1 นาที และ 0 - 6 ที่ 5 นาที
  • มีลักษณะบางประการเข้ากับกลุ่มอาการของโรคพันธุกรรมที่มีความผิดปกติของการได้ยิน

ทำอย่างไรจึงจะทราบว่าเด็กมีภาวะการได้ยินบกพร่องตั้งแต่แรกเกิด

      จำเป็นต้องมีการค้นหาเด็กเหล่านี้ ตั้งแต่ก่อนออกจากโรงพยาบาล ภายหลังเกิด โดยการตรวจกรองภาวะหูหนวกตั้งแต่แรกเกิดโดยจะใช้เครื่องตรวจการได้ยินชื่อ  Automated Otoacoustic Emission (OAE) ซึ่งเป็นเครื่องมือมาตรฐาน ใช้กันแพร่หลายในต่างประเทศ  การตรวจ OAE จะทำได้ในเวลารวดเร็ว และมีประสิทธิภาพการวัดจะทำโดยใส่หูฟังเล็ก ๆ (Probe) เข้าสู่รูหู  จากนั้นเครื่องจะส่งเสียงเบา ๆ ออกมา (Acoustic Stimulation) และจะรับฟังเสียง Otoacoustic Emission ถ้ามีเสียง Otoacoustic Emission เกิดขึ้น  แสดงว่าการทำงานของ  Cochlear ในช่วงเสียงพูด  500- 600 Hz  เป็นปกติ

      ทำไมต้องตรวจตั้งแต่แรกเกิดเด็กทารกได้ยินเสียงแล้วตั้งแต่แรกเกิด มีเพียงบางคนเท่านั้นที่ไม่ได้ยินอันเกิดมาจากสาเหตุบางประการ  การตรวจกรองการได้ยินเท่านั้นที่จะสามารถบอกได้ว่าทารกแรกเกิดคนใดมีปัญหาการได้ยินเสียง และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องค้นหาเด็กทารกแรกเกิดที่มีปัญหาให้เร็วที่สุด เพราะเด็กเหล่านี้จะมีปัญหาเรื่องการเรียนรู้มาก ถ้าการได้ยินผิดปกติ และ เด็กที่มีปัญหาการได้ยินตั้งแต่แรกเกิด จะได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ถ้าผลตรวจการได้ยินเบื้องต้นผิดปกติ ทางโรงพยาบาลปิยะเวทจะทำการตรวจซ้ำให้อีกครั้งถ้าผลมีความผิดปกติทั้ง  2 ครั้ง  แพทย์จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม ที่เรียกว่า  การตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง  (  Auditory  Brain Stem Response , ABR )  การตรวจชนิดนี้เป็นการวัดการทำงานของเส้นประสาทการได้ยิน  อวัยวะรับเสียงภายในหูชั้นใน   ก้านสมองส่วนรับสัญญาณเสียง   ซึ่งให้ผลการตรวจที่แม่นยำมากขึ้น หากตรวจโดย 2 วิธี ดังกล่าวแล้ว พบว่าทารกมีความบกพร่องของการได้ยิน  เราสามารถใส่เครื่องช่วยฟังให้ทารกได้ ตั้งแต่อายุ   5-6     เดือน   เพื่อให้ทารกสามารถรับรู้เสียงและมีพัฒนาการตามปกติต่อไป 

      เด็กที่มีภาวะการได้ยินบกพร่องตั้งแต่แรกเกิดนั้น หากรักษาได้อย่างทันท่วงทีจะยิ่งส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก พ่อแม่ส่วนใหญ่มักจะทราบว่าลูกหูหนวกเมื่อลูกอายุ 2-3 ปี ไปแล้ว สาเหตุอันเนื่องมาจากเด็กสามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมบางอย่างได้ อย่างเช่นเมื่อตบมือแล้วเด็กมีปฏิกิริยาตอบสนอง นั่นไม่ได้หมายความว่าเด็กจะไม่ผิดปกติ เพราะเด็กสามารถปรับตัวกับสภาพการบกพร่องทางการได้ยินโดยอาศัยการมองดูปฏิกิริยา และการเคลื่อนไหวของพ่อแม่ เด็กที่พบว่ามีภาวะบกพร่องทางการได้ยินก่อนอายุ 6 เดือน และได้รับการรักษาด้วยใช้เครื่องช่วยฟัง จะมีการพูด และการใช้ภาษาได้อย่างปกติ แต่หากตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด และทำการรักษาจะยิ่งส่งผลต่อการพัฒนาการของเด็กได้ดีมากยิ่งขึ้น