Thai TH English EN Arabic AR Chinese (Simplified) ZH-CN

ศูนย์จักษุและเลสิค โรงพยาบาลปิยะเวท

ศูนย์จักษุและเลสิค โรงพยาบาลปิยะเวท เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะคืนความสดใสให้แก่ดวงตาของคุณ  ด้วยบริการรักษาโรคทางจักษุต่างๆ อย่างครอบคลุมและใส่ใจทุกขั้นตอน โดยมีจักษุแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางและมีประสบการณ์ในการดูแลรักษา พร้อมด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยตรงตามมาตรฐานสากล สำหรับตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคทางจักษุโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้คุณหลุดออกจากกรอบแว่น กรอบการมองเห็น กรอบการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ แล้วก้าวสู่โลกใบใหม่อย่างสง่างามและมั่นใจ

ศูนย์จักษุและเลสิค โรงพยาบาลปิยะเวท ให้บริการดังนี้

  • ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคจอประสาทตา (Retina)
  • ตรวจรักษาภาวะสายตาสั้น ยาว ด้วยการทำเลสิค (Lasik)
  • ตรวจรักษาและผ่าตัดต้อกระจก (Cataract)
  • ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคต้อหิน (Glaucoma)
  • ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคอุบัติเหตุตาทุกประเภท (Ocular Trauma)
  • ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคกระจกตา (Cornea)
  • ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคตาในเด็ก (Pediatric Eye)
  • ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคจักษุประสาทวิทยา (Neuroophthalmology)
  • ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคตาอักเสบ (Uveitis)
  • ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคเบาหวานขึ้นจอตา (Diabetic retinopathy)
  • ตรวจวินิจฉัยและรักษาอาการตาเหล่ ตาเข (Strabismus)
  • ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคสายตาขี้เกียจ (Amblyopia)
  • ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคท่อน้ำตาอุดตัน (Dacryocystitis)
นอกจากนั้น ศูนย์จักษุวิทยาของโรงพยาบาลยังมีจักษุแพทย์ที่ชำนาญในการผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง พร้อมทางเลือกสำหรับการเลือกใส่เลนส์แก้วตาเทียมชนิดโฟกัสภาพระยะเดียว (Monofocal Lens) และเลนส์แก้วตาเทียมชนิดโฟกัสภาพทุกระยะ (Multifocal Lens) ทำให้ผู้ป่วยมีความคล่องตัวมากขึ้น สามารถมองชัดทั้งใกล้และไกล โดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นสายตา 

แนวทางการรักษาโรคทางจักษุ

เป็นวิธีการผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติ (สายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง) แบบถาวร โดยใช้เครื่องมือตัดกระจกตา (Microkeratome) เพื่อแยกชั้นกระจกตาให้มีความหนาประมาณ 1 ใน 3 ของความหนาของกระจกตาทั้งหมด ก่อนจะใช้การยิงเลเซอร์ Excimer Laser  ขัดเนื้อกระจกตาชั้นกลาง เพื่อเปลี่ยนความโค้งของกระจกตาโดยรวมแล้วจึงปิดผิวกระจกตาเข้าที่เดิม 

จุดเด่นของเลสิค 

  • มองเห็นชัดเจนและสามารถใช้สายตาได้ในเวลาที่รวดเร็วหลังการรักษา 
  • มีผลข้างเคียงน้อย
  • เป็นการรักษาสายตาแบบถาวร ไม่มีความเจ็บปวดในการรักษา
  • ไม่ต้องฉีดยาชา เพียงแต่หยอดยาชา และไม่มีการเย็บแผล
  • สามารถใช้ร่วมกับการรักษาสายตาแบบอื่นได้ เพื่อให้ผลการรักษาที่ดีที่สุด

ผู้ที่เหมาะสมสำหรับการรักษาด้วยวิธีเลสิค

  • มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป และมีสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี 
  • ไม่มีโรคของกระจกตา เช่น โรคกระจกตาย้วย ตาแห้งอย่างรุนแรง และโรคตาอย่างอื่น เช่น จอประสาทตาเสื่อม  หรือโรคทางร่างกายที่มีผลต่อการหายของแผล เช่น โรค SLE ,โรคตาแห้ง ปากแห้ง (Sjogren’s ) หรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการขาดภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย
  • ไม่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร 
  • มีความเข้าใจถึงการผ่าตัดด้วยวิธีเลสิคอย่างละเอียด และมีความคาดหวังที่ถูกต้อง

การเตรียมตัวก่อนมารับการรักษาเลสิค

หลังจากผ่านการตรวจประเมินสภาพตาโดยละเอียด เพื่อพิจารณาว่าเหมาะสมกับการรักษาเลสิคแล้ว ควรเตรียมตัวก่อนรับการรักษาด้วยเลสิค ดังนี้

  • งดใส่ contact lens ชนิดนิ่ม งดอย่างน้อย 3 วัน ส่วนชนิดแข็งหรือกึ่งแข็งกึ่งนิ่ม งดอย่างน้อย 14 วัน ก่อนวันจักษุแพทย์นัดผ่าตัด 
  • วันที่นัดผ่าตัด ควรล้างหน้าและสระผมก่อนมา สุภาพสตรีงดแต่งหน้า ไม่ควรนำเครื่องประดับและทรัพย์สินของมีค่าใดๆ มาด้วย และควรสวมเสื้อติดกระดุมหน้า เพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนเสื้อภายหลังการผ่าตัด ซึ่งจะปิดฝาครอบตา
  • หากมียาที่รับประทานเป็นประจำ กรุณาปรึกษาแพทย์ตั้งแต่วันตรวจว่าควรหยุดยาประเภทใดหรือไม่
  • งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด เนื่องจากแอลกอฮอล์และสารระเหยต่างๆ จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของเครื่องเลเซอร์
  • ในวันผ่าตัดห้ามคนไข้ขับรถเอง เพราะหลังการผ่าตัดจะต้องปิดฝาครอบตา ซึ่งจะทำให้ขาดความปลอดภัยในการขับรถ

เลนส์เสริม ICL หรือ Implantable Contact Lens เป็นเทคโนโลยีใหม่ในการแก้ปัญหาสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง แบบถาวร ซึ่งจะช่วยให้ภาพที่มองเห็นหลังการใส่เลนส์เสริมเป็นภาพที่คมชัดสูง เลนส์เสริม ICL ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก FDA Approval เพื่อใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศทั่วโลกตามหลักสากล ทั้งยังผ่านการวิจัยและพัฒนาโดยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญมาอย่างต่อเนื่อง  

ICL ทำมาจากอะไร

เลนส์เสริม ICL ผลิตจากวัสดุ Collamer ประกอบด้วย Collagen และ Polymer ทำให้เลนส์มีความยืดหยุ่นสูง สามารถเข้ากับร่างกายได้ โดยไม่เกิดการต่อต้านจากเซลล์ในร่างกาย วัสดุของเลนส์เสริมประกอบด้วย UV blocker ช่วยปกป้องดวงตา เนื่องจากการได้รับรังสี UVA และ UVB ในปริมาณที่มากเกินไป และยังมีคุณสมบัติเป็นตัวกลางที่ใกล้เคียงกับเลนส์ธรรมชาติ (Crystalline Len) ช่วยให้การสะท้อนและการหักเหของแสงเป็นไปอย่างธรรมชาติ ภาพที่มองเห็นหลังจากการใส่เลนส์เสริมอย่างถูกต้องจึงมีความคมชัดเป็นอย่างมาก

ผู้ที่เหมาะกับการใส่เลนส์เสริม ICL

  • มีอายุระหว่าง 21-50 ปี และมีความผิดปกติในการมองเห็น ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง
  • มีสายตาคงที่ เปลี่ยนแปลงไม่เกิน 0.5D ในระยะเวลา 1 ปี
  • ไม่เคยผ่านการผ่าตัดตามาก่อน
  • ไม่มีประวัติโรคทางตาว่าเป็นต้อหิน ม่านตาอักเสบ หรือโรคประสาทจอตาเสื่อมเนื่องจากเบาหวาน

ความพิเศษของเลนส์เสริม ICL

  • ICL มีลักษณะใส บาง และยืดหยุ่น สามารถพับให้เหลือขนาดเล็กและใส่เข้าไปในดวงตาผ่านรูเล็กๆ ที่กระจกตาภายในเวลาไม่กี่วินาที โดยไม่มีผลข้างเคียงต่อดวงตา
  • ใส่ได้ง่าย ไม่ทำให้เกิดอาการตาแห้งหรือระคายเคืองกระจกตา
  • สามารถนำออกจากดวงตาได้ 
  • สามารถรักษาได้ในกรณีที่คนไข้มีข้อจำกัดสำหรับการรักษาสายตาด้วยเลเซอร์
  • รักษาภาวะสายตาสั้นที่มีสายตาเอียงร่วมด้วยได้ในขั้นตอนเดียว

ขั้นตอนในการใส่ ICL

  • ผู้ที่มีปัญหาสายตาจะได้รับการตรวจและวัดค่าความผิดปกติทางสายตา เพื่อนำค่าที่ได้มาคำนวณ และสั่งตัดเลนส์เสริมให้พอดีกับค่าสายตาของแต่ละคน
  • แพทย์จะหยอดยาชาให้ ก่อนจะเปิดแผลที่ขอบตาดำ ขนาดเล็ก 2-3 มิลลิเมตร
  • ใส่สารหนืดและ ICL เข้าไปในดวงตา  โดย ICL จะอยู่ระหว่างม่านตาและเลนส์ธรรมชาติ
  • นำสารหนืดออกจากดวงตา

ต้อกระจกเป็นภารเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่เกิดจากการขุ่นมัวของแก้วตา หรือเลนส์ตา เมื่อเกิดต้อกระจกขึ้น จอประสาทตาจะรับแสงได้ไม่เต็มที่ ทำให้สายตาพร่ามัวเหมือนมีฝ้าหรือหมอกบัง ยิ่งแก้วตาขุ่นมากขึ้น การมองเห็นจะลดน้อยลงตามลำดับ ต้อกระจกมักจะพบในผู้สูงอายุ ในช่วงอายุระหว่าง 55 – 64 ปี จะพบได้ 40%  ส่วนช่วงอายุ 65 – 74 ปี จะพบได้ 50% และอายุมากกว่า 74 ปี พบว่าเป็นต้อกระจกมากกว่า 90%

ทางศูนย์จักษุและเลสิค โรงพยาบาลปิยะเวท ใช้วิธีผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน  ซึ่งจักษุแพทย์จะเปิดช่องเล็กๆ ที่ผนังตาขาว เพื่อสอดเครื่องมือสลายต้อเข้าไปที่ตัวต้อกระจก และปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าสลายต้อกระจกจนหมด แต่หลังจากสลายต้อกระจก ดวงตาจะไม่มีเลนส์แก้วตาที่ทำหน้าที่รวมแสง แพทย์จึงต้องใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าแทนที่ เพื่อให้การมองเห็นเป็นปกติ

ชนิดของเลนส์แก้วตาเทียม

  • Monofocal เป็นเลนส์แก้วตาเทียมชนิดมาตรฐานหรือโฟกัสระยะเดียว เลนส์ชนิดนี้จะช่วยในการมอง ไกลที่ชัดเจน แต่ต้องอาศัยแว่นสายตาช่วยในการมองใกล้
  • Multifocal เลนส์แก้วตาเทียมชนิดโฟกัสหลายระยะ พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาสายตาของผู้มีภาวะสายตายาวตามอายุ
  • Toric  เลนส์แก้วตาเทียมชนิดแก้ไขสายตาเอียง
  • Multifocal Toric นวัตกรรมใหม่ของเลนส์แก้วตาเทียม ที่มีประสิทธิภาพสามารถแก้ไขภาวะสายตาเอียง พร้อมกับปรับภาพชัดได้หลายระยะอยู่ในเลนส์เดียวกัน
  • Extended Depth of Focus เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขภาวะผู้มีสายตายาวตามอายุ โดยจะช่วยเพิ่มระยะการปรับโฟกัสภาพให้มองเห็นคมชัดขึ้น

ต้อหินเป็นโรคที่ที่มีการทำลายขั้วประสาทตา ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นแบบถาวรได้ หากไม่ได้รับการรักษา โดยปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคก็คือความดันลูกตาสูง ต้อหินแบ่งได้หลักๆ 2 ชนิด ได้แก่ ต้อหินชนิดมุมเปิด ซึ่งจะมีความดันตาสูงขึ้นอย่างช้าๆ จึงไม่มีอาการปวดตา ประสาทตาจะถูกทำลายไปทีละน้อย และต้อหินชนิดมุมปิด จะมีความดันตาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ปวดตา ตาแดง ตามัว เห็นรัศมีรอบดวงไฟ คลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น

การรักษาต้อหิน การรักษาต้อหินจะขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค ซึ่งทางศูนย์จักษุและเลสิค ใช้วิธีการรักษาต้อหิน ดังนี้

  • รักษาด้วยยาหยอดตา ซึ่งจะออกฤทธิ์ลดการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา ช่วยให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาไหลเวียนดีขึ้น ซึ่งต้องหยอดยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง และติดตามผลเป็นระยะๆ
  • การใช้เลเซอร์ โดยประเภทของเลเซอร์ที่ใช้จะขึ้นกับชนิดของต้อหินและระยะของโรค 

Selective laser trabeculoplasty (SLT) เป็นการรักษาต้อหินมุมเปิด ใช้ในกรณีที่รักษาด้วยยาหยอดตาแล้วได้ผลไม่ดีนัก มักใช้ร่วมกับการรักษาอื่นๆ

Laser peripheral iridotomy (LPI) เป็นการรักษาต้อหินมุมปิด

Argon laser peripheral iridoplasty (ALPI) ใช้ร่วมกับ LPI หรือในกรณีไม่สามารถใช้ LPI รักษาได้

Laser cyclophotocoagulation มักใช้ในกรณีที่การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ไม่ได้ผล

  • การผ่าตัด ใช้รักษาผู้ป่วยที่การรักษาด้วยยาหรือเลเซอร์ไม่สามารถควบคุมความดันตาได้

Trabeculectomy เป็นการผ่าตัดทำทางระบายสำหรับน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาขึ้นมาใหม่ เพื่อลดความดันตาให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ

Aqueous shunt surgery กรณีที่ผ่าตัดวิธีแรกไม่ได้ผล อาจทำการผ่าตัดด้วยการใส่ท่อระบายเพื่อลดความดันตาที่จะเกิดขึ้น

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานขึ้นจอตาจะไม่รู้สึกถึงความผิดปกติในการมองเห็น จนกระทั่งโรครุนแรงมากแล้ว  จึงมาพบแพทย์ด้วยอาการตามัว เหมือนมีเงาดำๆ บัง ลอยไปมา จนถึงมืด และมองไม่เห็นในที่สุด ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานทุกรายควรจะมาพบจักษุแพทย์ เพื่อรับการขยายม่านตา ตรวจจอประสาทตา อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

เมื่อจักษุแพทย์ตรวจพบว่าผู้ป่วยมีโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาแล้ว อาจตรวจพิเศษเพิ่มเติม วิเคราะห์ชั้นจอประสาทตาด้วยเครื่อง OCT (Optical Coherence Tomography) การฉีดสีเข้าทางเส้นเลือดและถ่ายภาพจอประสาทตาด้วยวิธี Fluorescein Angiography เพื่อตรวจดูความผิดปกติของเส้นเลือดที่จอประสาทตา ก่อนรับการรักษา

การรักษาโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา จะใช้วิธียิงเลเซอร์ PRP (Panretinal photocoagulation) หลายครั้ง จึงควบคุมโรคได้ นอกจากนี้ยังใช้การฉีดยาต้านการเกิดเส้นเลือดเข้าน้ำวุ้นตา (Intravitreal Anti VEGF Treatment) ซึ่งได้ผลดีในบางราย แต่จำเป็นต้องฉีดหลายครั้ง ทั้งนี้ จักษุแพทย์ผู้รักษาจะให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป เพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมและได้รับผลที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

โรคท่อน้ำตาอุดตัน (Nasolacrimal duct obstruction) เกิดจากการอุดตันของท่อน้ำตา จึงไม่สามารถระบายน้ำตาได้อย่างปกติ ทำให้มีน้ำตาไหลตลอดเวลา ระคายเคืองตา และเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบและติดเชื้อบริเวณดวงตาได้ การผ่าตัดแก้ไขภาวะโรคท่อน้ำตาอุดตันในผู้ใหญ่มี 2 วิธี ได้แก่

  • External Dacryocystorhinostomy (External DCR) เป็นวิธีดั้งเดิมที่จักษุแพทย์จะผ่าตัดแก้ไขท่อน้ำตาโดยกรีดผิวหนังด้านนอก วิธีนี้ให้โอกาสสำเร็จจากการผ่าตัดค่อนข้างสูงถึง 95% แต่มีข้อเสียคือจะมีรอยแผลผ่าตัดบริเวณระหว่างเปลือกตาและจมูก นอกจากนี้ผู้ป่วยที่มีอาการอักเสบ บวม แดงมาอยู่ก่อนแล้ว จะยังไม่สามารถผ่าตัดด้วยวิธีนี้ได้ เนื่องจากผิวหนังบริเวณถุงน้ำตานั้นมีการอักเสบ
  • Endoscopic Dacrycystorhinostomy (Endoscopic DCR) เป็นการผ่าตัดแก้ไขท่อน้ำตาอุดตันด้วยวิธีส่องกล้องเอ็นโดสโคป  ซึ่งมีขนาดเล็กเพียง  4 มิลลิเมตร และทำการผ่าตัดบายพาสให้เกิดการระบายของเสียจากตาลงไปจมูก การผ่าตัดวิธีนี้เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน มีอัตราความสำเร็จจากการผ่าตัดสูงมากถึง 98-99% โดยไม่ทิ้งร่องรอยแผลเป็นจากการผ่าตัดบนใบหน้า 

เทคโนโลยีในการรักษาดวงตาและสายตา

เป็นวิธีการรักษาปัญหาสายตาสั้น ยาว และเอียง โดยการใช้ใบมีด ขูดที่ผิวกระจกตาออกก่อนยิงเลเซอร์เหมาะสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะทาง หรือผู้ที่ไม่ต้องการให้เห็นแผลผ่าตัด เช่น นักบิน

Epi-K พัฒนามาจากข้อดีของ PRK และ LASIK โดยการใช้เครื่องมือ (Separater) ในการแยกชั้นกระจกตา ทำให้เหลือความหนาของกระจกตามากขึ้น สามารถแก้ไขสายตาของผู้ป่วยที่มีกระจกตาบางและลดความเจ็บปวด ฟื้นตัวได้เร็ว โดยยังคงความปลอดภัยและช่วยลดภาวะตาแห้งด้วย

เป็นเทคโนโลยีใหม่ โดยใช้เครื่องมือแยกชั้นกระจกตาชนิดพิเศษทำให้ได้ฝากระจกตาที่บางลงและมีความหนาอย่างสม่ำเสมอ วิธีนี้ทำให้เหลือพื้นที่กระจกตามากขึ้นทำให้สามารถรักษาสายตาสั้นระดับมากได้แล้วช่วยลดภาวะตาแห้งหลังการผ่าตัดได้เป็นอย่างดี

เป็นเทคโนโลยีการรักษาภาวะสายตาสั้นยาว ด้วยเครื่อง Nidek Laser Excimer รุ่น Navex Quest ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีความทันสมัยมีประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความปลอดภัยสูง ผ่านการรับรองมาตรฐาน US FDA ประกอบด้วย

  • High Speed Eye Tracking System มีความปลอดภัยสูงในการยิงซ้ำที่เดิมของแสงเลเซอร์ ด้วยระบบติดตามลูกตาความเร็ว 1000 Hz
  • Cyclotorsion Error Correction คือ ภาวะที่กระจกตาเราหมุนจากการเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น การนั่ง การนอน ซึ่งเป็นภาวะปกติที่เกิดขึ้นกับตาเรา ซึ่งภาวะนี้เป็นปัจจัยตัวหนึ่งที่มีความสำคัญในการรักษาสายตาของคนไข้โดยเฉพาะคนไข้ที่มีสายตาเอียง โดยปกติการตรวจสายตาและบันทึกข้อมูลต่างๆ ของดวงตาคนไข้จะเป็นการตรวจในท่านั่ง แต่เมื่อฉายเลเซอร์ผู้ป่วยจะต้องอยู่ในท่านอน ซึ่งจะทำให้กระจกตาคนไข้เกิดภาวะกระจกตาหมุน ดังนั้นถ้ามีการใช้ข้อมูลต่างๆ ของดวงตาคนไข้ที่เป็นการนั่งตรวจมาทำการรักษาจะทำให้ความแม่นยำประสิทธิภาพในการรักษาลดน้อยลง 
  • Visual Axis Based Ablation การรักษาสายตาโดยใช้จุดศูนย์กลางการมองเห็นเป็นแกนในการรักษา โดยตัวเครื่องจะจดจำศูนย์กลางของการมองเห็น และตั้งเป็นแกนในการรักษาในกรณีที่ผู้ป่วยที่มีความแตกต่างกัน ระหว่างจุดศูนย์กลางการมองเห็นและจุดศูนย์กลางของรูม่านตา การใช้ระบบ Visual Axis Based Ablation จะทำให้มีความถูกต้องและแม่นยำสูงในการฉายเลเซอร์
  • Combine Laser Beam Technology เทคโนโลยีของลำแสงเลเซอร์ที่ใช้ในการรักษาสายตา มีทั้งแบบ Slit scanning เพื่อทำให้ผิวของการรักษามีความเรียบเนียนและMultiple point เพื่อใช้ในการรักษาบริเวณที่ต้องการความละเอียดเฉพาะได้เป็นอย่างดี และลดระยะเวลาในการฉายเลเซอร์
  • รวมทั้งมีโปรแกรมใหม่ ในการรักษาสายตาผิดปกติอื่นๆ ได้แก่ Wavefront Technology (โปรแกรม OPDCAT), ภาวะสายตายาวตามวัย หรือ Presbyopia (โปรแกรม PAC), ภาวะสายตาผิดปกติที่ซับซ้อน (โปรแกรม CATz)

เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ ในการวิเคราะห์หาค่าความ แปรปรวนของคลื่น แสงที่ผ่าน เข้าไปในตา ซึ่งจะมีค่าเฉพาะในแต่ละคน ใน ปัจจุบันนี้สามารถนำเทคโนโลยี Wavefront มาใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขความผิดปกติของค่าสายตา เพื่อให้มีความ ละเอียดแม่นยำและมีประสิทธิภาพ สูงสุด 

แพ็กเกจและโปรโมชั่นทำเลสิค

รีวิวทำเลสิคโรงพยาบาลปิยะเวท

ภาพบรรยากาศศูนย์จักษุและเลสิค

ช่องทางการติดตามศูนย์จักษุและเลสิค