Bangpakok Hospital
  • A
  • A
  • A
Hotline

จอประสาทตาเสื่อม

17 ก.ย. 2568

Header Banner
 

ทำความเข้าใจภาวะจอประสาทตาเสื่อม: สัญญาณเตือนและการดูแลรักษา

โดย: โรงพยาบาลปิยะเวท
วันที่เผยแพร่: 17 กันยายน 2569

บทนำ

ภาวะความผิดปกติของ จอตา ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการมองเห็น อาจทำให้ผู้ป่วยเริ่มมีอาการตามัว เห็นภาพบิดเบี้ยว หรือมีจุดดำกลางสายตา ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของ โรคจอประสาทตาเสื่อม หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้

นอกจากนี้ บางรายอาจสับสนกับโรคตาอื่นที่มีอาการใกล้เคียงกัน เช่น กระจกตาเสื่อม หรือภาวะ จอตาลอก การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างดวงตา อาการของโรค และการเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากจักษุแพทย์อย่างทันท่วงที จึงเป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องสายตาและวางแผนรักษาอย่างเหมาะสม

จอตาคืออะไร? ความสำคัญของจอประสาทตา

Eye Examination and Ophthalmology Care

จอตา (Retina) คือชั้นเนื้อเยื่อบาง ๆ อยู่ด้านในสุดของลูกตา ทำหน้าที่คล้ายฟิล์มของกล้องถ่ายรูป โดยรับแสงที่ผ่านกระจกตาและเลนส์ตา แล้วแปลงเป็นสัญญาณประสาทส่งไปยังสมองเพื่อแปลความหมายเป็นภาพที่เห็น

ส่วนประกอบสำคัญของจอตา

  • Rods (เซลล์รูปแท่ง): ทำงานได้ดีในที่มืด ช่วยในการมองเห็นเวลากลางคืนและมองภาพรอบนอก (Peripheral Vision)
  • Cones (เซลล์รูปกรวย): ทำงานได้ดีในที่สว่าง ช่วยให้มองเห็นรายละเอียดและแยกแยะสีสันได้อย่างชัดเจน
  • Macula (จุดรับภาพ): บริเวณศูนย์กลางของจอตาที่มีเซลล์ Cones หนาแน่นที่สุด หากบริเวณนี้เสื่อมลง จะก่อให้เกิดภาวะ จอประสาทตาเสื่อม

หากเกิดความเสียหายกับจอตา แม้เพียงเล็กน้อย ก็กระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก ตั้งแต่การอ่านหนังสือ ไปจนถึงการมองหน้าคนใกล้ชิด การดูแลและปกป้องจอตาจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

โรคจอประสาทตาเสื่อม (AMD) คืออะไร

โรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ (Age-related Macular Degeneration – AMD) เกิดจากการเสื่อมสภาพของจุดรับภาพตรงกลางจอตา ทำให้การมองเห็นตรงกลางภาพพร่ามัวหรือบิดเบี้ยว โดยผู้ป่วยยังมองเห็นด้านข้างได้ปกติ แต่กระทบกิจกรรมที่ต้องใช้โฟกัส เช่น อ่านหนังสือ หรือขับรถ

ประเภทของโรคจอประสาทตาเสื่อม

  1. ชนิดแห้ง (Dry AMD): พบบ่อยที่สุด เกิดจากการสะสมของสาร Drusen ใต้จอตา ทำให้เซลล์ประสาทค่อย ๆ เสื่อมช้า ๆ หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแลอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวรได้
  2. ชนิดเปียก (Wet AMD): พบน้อยกว่าแต่รุนแรงกว่า เกิดจากการสร้างเส้นเลือดผิดปกติใต้จอตาซึ่งเปราะและรั่วซึม ทำให้มีเลือดหรือน้ำซึมเข้า Macula ส่งผลให้การมองเห็นลดลงอย่างรวดเร็ว

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

การเกิดภาวะจอประสาทตาเสื่อมมีหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัจจัยทางชีวภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิต ดังนี้:

  • อายุที่มากขึ้น: ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงสูงขึ้นเนื่องจากโครงสร้างจอตาเสื่อมตามกาลเวลาและการไหลเวียนเลือดลดลง
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม: การมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ
  • การสูบบุหรี่: ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ที่สำคัญที่สุด บุหรี่ทำลายเส้นเลือดฝอยที่เลี้ยงจอตาและลดสารต้านอนุมูลอิสระ
  • โรคประจำตัว: ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง ส่งผลให้เส้นเลือดในจอตาเสื่อมสภาพง่ายขึ้น
  • พฤติกรรมอื่น ๆ: การขาดสารอาหารบำรุงสายตา (ลูทีน, ซีแซนทีน, วิตามิน C, E) การได้รับแสงแดดจัดโดยไม่สวมแว่นกันแดด และภาวะน้ำหนักเกิน

อาการของโรคและข้อแตกต่างจากโรคตาอื่น

Senior Patient Vision Testing

อาการของจอประสาทตาเสื่อม

  • ระยะเริ่มแรก: เห็นภาพหรือเส้นตรงคดงอบิดเบี้ยว ต้องใช้แสงสว่างมากขึ้นในการอ่านหนังสือ สีสันดูเพี้ยนไป
  • ระยะรุนแรง: เห็นจุดดำหรือเงามัวตรงกลางภาพ (Central Scotoma) มองหน้าคนหรืออ่านหนังสือลำบาก

เปรียบเทียบกับโรคตาอื่น ๆ

  • ภาวะจอตาลอก: มักเห็นแสงวาบ คล้ายเงาดำม่านบังตา และสายตาลดลงอย่างฉุกเฉินเฉียบพลัน
  • กระจกตาเสื่อม: ทำให้เกิดอาการตามัวทั่ว ๆ ไปเนื่องจากแสงผ่านกระจกตาได้ไม่ดี แต่ไม่เกิดจุดดำตรงกลางภาพ

แนวทางการรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อม

เป้าหมายหลักของการรักษาคือ ชะลอการเสื่อมและถนอมสายตาให้ใช้งานได้นานที่สุด โดยแบ่งตามชนิดของโรค:

1. การรักษาชนิดแห้ง (Dry AMD)

  • วิตามินสูตร AREDS/AREDS2: การรับประทานวิตามินบำรุงสายตา (วิตามิน C, E, สังกะสี, ลูทีน และซีแซนทีน) ช่วยลดความเสี่ยงการลุกลามของโรค
  • ยาฉีดกลุ่มใหม่: เช่น Pegcetacoplan (ได้รับอนุมัติโดย FDA สหรัฐฯ) ช่วยชะลอการลุกลามในกลุ่ม Geographic Atrophy

2. การรักษาชนิดเปียก (Wet AMD)

  • การฉีดยากลุ่ม Anti-VEGF เข้าลูกตา: เช่น Ranibizumab หรือ Aflibercept เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเส้นเลือดผิดปกติและลดการรั่วซึม
  • เลเซอร์และ Photodynamic Therapy (PDT): ใช้เลเซอร์ความเข้มต่ำร่วมกับยาเพื่ออุดเส้นเลือดที่รั่วซึม

การดูแลและป้องกันสุขภาพดวงตา

Healthy Nutrition for Eye Protection

  • โภชนาการที่ดี: รับประทานผักใบเขียว (คะน้า ผักโขม) ปลาทะเลน้ำลึกที่มีโอเมก้า-3 และผลไม้รสเปรี้ยวที่อุดมด้วยวิตามินซี
  • งดการสูบบุหรี่: ช่วยลดปัจจัยทำลายเส้นเลือดฝอยในจอตาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
  • ปกป้องดวงตาจากแสงแดด: สวมแว่นกันแดดป้องกันรังสี UV เมื่ออยู่กลางแจ้ง
  • ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ: ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองจอตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. จอประสาทตาเสื่อมสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุม อาการ และชะลอการลุกลามของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการรักษาอย่างถูกวิธี

2. อาการเริ่มแรกของภาวะจอตาเสื่อมคืออะไร?

มักเริ่มจากมองเห็นเส้นตรงบิดเบี้ยว ภาพตรงกลางพร่ามัว ตัวหนังสือคดงอ และต้องใช้แสงสว่างในการอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น

3. จอตาลอกต่างจากจอประสาทตาเสื่อมอย่างไร?

จอตาลอกมักทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็วเฉียบพลันคล้ายมีม่านบัง ในขณะที่จอประสาทตาเสื่อมจะค่อย ๆ ดำเนินโรคช้ากว่า

4. ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาบ่อยแค่ไหน?

หากอายุมากกว่า 50 ปี หรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อเริ่มมีอาการผิดปกติในการมองเห็น

สรุป: ตรวจคัดกรองดวงตา ถนอมการมองเห็น

การตรวจพบภาวะจอประสาทตาเสื่อมตั้งแต่ระยะเริ่มแรก คือกุญแจสำคัญในการรักษาและปกป้องดวงตาของคุณไว้ หากคุณมีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอาการผิดปกติในการมองเห็น สามารถดูรายละเอียดและวางแผนตรวจสุขภาพสายตาได้ที่ บริการตรวจสุขภาพตา โรงพยาบาลปิยะเวท

ปกป้องการมองเห็นของคุณและคนที่คุณรัก ติดต่อปรึกษาจักษุแพทย์เฉพาะทาง โรงพยาบาลปิยะเวท ได้แล้ววันนี้

"We care for you like family"
โรงพยาบาลปิยะเวท เราให้บริการ ดุจญาติมิตร
 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม นัดหมายแพทย์ หรือติดตามข่าวสารของทางโรงพยาบาล

Go to top
Copyright © 2026 Piyavate Hospital All rights reserved.