โรคอีสุกอีใส (Chickenpox / Varicella)
โรคอีสุกอีใส
โรคอีสุกอีใส (Chickenpox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มาด้วยอาการ “ไข้ออกผื่น” เป็นโรคที่แพร่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะในโรงเรียนหรือสถานที่รับเลี้ยงเด็ก สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่มักพบการระบาดได้บ่อยในช่วงฤดูหนาว ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายได้เอง แต่ในบางรายอาจเกิด ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และในบางกรณีอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
สาเหตุ
โรคอีสุกอีใสเกิดจากเชื้อไวรัส Varicella Zoster Virus (VZV) ซึ่งสามารถติดต่อได้ง่ายผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่
- การสัมผัสแผลหรือตุ่มน้ำที่ขึ้นตามตัวของผู้ป่วย
- การหายใจเอาละอองฝอยจากน้ำมูก น้ำลาย หรือการไอจามของผู้ติดเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
เชื้อนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก
อาการ
หลังจากได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว มักจะแสดงอาการภายใน 8–21 วัน อาการเริ่มต้น ได้แก่
- มีไข้ต่ำ
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- อ่อนเพลีย
ต่อมาจะมี ผื่นขึ้นตามร่างกาย โดยมักเริ่มจาก ลำตัวและใบหน้า ก่อนจะลามไปยังแขนและขา โดยผื่นมักเกิดขึ้นพร้อมกับช่วงที่เริ่มมีไข้
ในระยะแรกผื่นจะมีลักษณะเป็น ผื่นแดงราบ จากนั้นจะกลายเป็น ตุ่มน้ำใสที่มีอาการคันมาก และต่อมาจะ แห้งและตกสะเก็ด
ในผู้ป่วยบางรายอาจพบ ตุ่มน้ำในช่องปาก ทำให้มีอาการเจ็บคอ และรับประทานอาหารได้ลดลง
หลังจากหายจากโรคแล้ว เชื้อไวรัสจะยังคงอยู่ในร่างกาย โดยแฝงตัวอยู่ใน ปมประสาท ซึ่งอาจทำให้เกิดโรค งูสวัด (Herpes Zoster) ได้ในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ
การวินิจฉัย
- การซักประวัติผู้ป่วย
- การตรวจร่างกายและลักษณะของผื่น
โดยส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม แต่ในบางกรณีอาจพิจารณา
- ตรวจเลือด
- ตรวจหาเชื้อจากตุ่มน้ำ
ภาวะแทรกซ้อน
ในเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง โรคอีสุกอีใสมักไม่ทำให้เกิดอาการรุนแรง อย่างไรก็ตาม อาจพบภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น
- สมองอักเสบ
- ปอดอักเสบ
- ตับอักเสบ
- การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำที่ผิวหนัง
ภาวะแทรกซ้อนมักพบได้มากขึ้นในกลุ่มเสี่ยง เช่น
- หญิงตั้งครรภ์
- ทารกแรกเกิด
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์
- ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว
- ผู้ที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน
การรักษา
การรักษาโรคอีสุกอีใสส่วนใหญ่เป็น การรักษาตามอาการ เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส แพทย์อาจพิจารณาให้ ยาต้านไวรัส (Acyclovir) เพื่อลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรคในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง เช่น
- ผู้ป่วยที่มีอายุ ตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง
- ผู้ที่ได้รับยาสเตียรอยด์เป็นประจำ
หากมีอาการไข้ ควร
- เช็ดตัวลดไข้
- รับประทานยาลดไข้ พาราเซตามอล
ไม่ควรใช้ยากลุ่มแอสไพริน เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด Reye’s Syndrome หากมีอาการคันที่ผิวหนัง อาจใช้
- ยาทาแก้คัน เช่น Calamine lotion
- ยาต้านฮิสตามีน
ควรหลีกเลี่ยงการ แกะหรือเกาตุ่มน้ำ เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน นอกจากนี้ควร แยกผู้ป่วยออกจากบุคคลอื่น จนกว่าจะพ้นระยะติดต่อ ซึ่งโดยทั่วไปคือ ตั้งแต่ 1–2 วันก่อนผื่นขึ้น จนผื่นแห้งเป็นสะเก็ดทั้งหมด
การป้องกัน
- หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย
- การฉีดวัคซีนป้องกันโรค
วัคซีนอีสุกอีใสจะฉีดเข้า ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous) ซึ่งเมื่อได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม พบว่าประมาณ 99% ของผู้รับวัคซีนจะเกิดภูมิคุ้มกันต่อโรค
ตารางการฉีดวัคซีน เด็ก
- เข็มที่ 1 อายุ 12–15 เดือน
- เข็มที่ 2 อายุ 18 เดือน – 4 ปี
เด็กอายุเกิน 13 ปี และผู้ใหญ่
- ฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน
ปัจจุบันยังมี วัคซีนรวม (MMRV) ที่สามารถป้องกันได้ 4 โรค ได้แก่
- หัด
- คางทูม
- หัดเยอรมัน
- อีสุกอีใส
ซึ่งช่วยลดจำนวนการฉีดวัคซีนและเพิ่มความสะดวกให้กับผู้รับวัคซีน นอกจากนี้ยังมี วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด สำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
หากเด็กมีอาการไข้ ผื่น หรือตุ่มน้ำใสตามตัว ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการดูแลที่เหมาะสม สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ ศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลปิยะเวท โทร. 02-129-5555 เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง