เชื้อ HPV และความสำคัญของการตรวจหามะเร็งปากมดลูก
เชื้อ HPV และความสำคัญของการตรวจหามะเร็งปากมดลูก
HPV หรือ Human Papillomavirus เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยในเพศหญิงสามารถตรวจหาเชื้อได้ด้วยหลักการที่คล้ายคลึงกับการตรวจ Pap smear หรือ Pap test ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเบื้องต้น การตรวจดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจหาเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง จำนวน 14 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ 16, 18, 31, 45 และสายพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก หากได้รับการตรวจพบและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จะสามารถลดโอกาสและความเสี่ยงของการพัฒนาไปเป็นมะเร็งปากมดลูกในเพศหญิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เชื้อ HPV ที่อวัยวะเพศติดได้อย่างไร
เชื้อ HPV ชนิดที่ติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศ ส่วนใหญ่มักติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ติดเชื้ออาจไม่ทราบว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้น และเชื้อชนิดนี้ยังสามารถแพร่กระจายไปยังคู่นอนได้
อาการและอาการแสดงของการติดเชื้อ HPV
เชื้อไวรัส HPV จะอาศัยอยู่ในผิวหนังหรือเยื่อเมือก และมักไม่แสดงอาการ อาจพบหูดที่อวัยวะเพศซึ่งสามารถมองเห็นได้ หรือพบการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ก่อนมะเร็งในบริเวณปากมดลูก ช่องคลอด ทวารหนัก หรืออวัยวะเพศชาย โดยทั่วไปมักไม่พบว่าเชื้อ HPV เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งทวารหนักหรืออวัยวะเพศ
หูดที่อวัยวะเพศหญิงมักมีลักษณะเป็นก้อนบวมนุ่ม ชื้น สีชมพู หรือสีเนื้อ พบได้บริเวณอวัยวะเพศ อาจมีลักษณะเป็นตุ่มเรียบหรือตุ่มนูน มีขนาดเล็กหรือใหญ่ และบางครั้งอาจมีลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำ
ในเพศชาย อาจพบหูดลักษณะเดียวกัน ร่วมกับอาการปวดตึง ไม่สุขสบาย หรือคันบริเวณอวัยวะเพศได้
สำหรับหูดที่ฝ่าเท้า มักมีลักษณะเป็นตุ่มนูนแข็ง ผิวขรุขระ นอกจากนี้อาจพบหูดตามร่างกายในเด็ก ลักษณะเป็นตุ่มเรียบขนาดเล็ก พบได้บ่อยบริเวณใบหน้าและบริเวณที่มีหนวดเครา
หูดที่อวัยวะเพศสามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจด้วยตา และสามารถรักษาโดยการใช้ยาทาเฉพาะบริเวณที่ติดเชื้อหรือการรักษาตามดุลยพินิจของแพทย์
บุคคลที่ควรได้รับวัคซีนและปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งปากมดลูก
แนะนำให้รับวัคซีน HPV ตั้งแต่อายุ 11–12 ปีขึ้นไป โดยสามารถให้วัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 9–26 ปี สำหรับผู้ที่มีอายุ 27–45 ปี และไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำก่อนการฉีดวัคซีน
ปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งปากมดลูก ได้แก่
ปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ หญิงที่คลอดบุตรหลายครั้ง หรือแต่งงานตั้งแต่อายุน้อย มีประวัติเปลี่ยนคู่นอนหลายคน มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งปากมดลูก มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำจากการใช้ยาหรือโรคประจำตัว ผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อมีแผลหรือการระคายเคือง และมีประวัติการสูบบุหรี่
ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของเชื้อ HPV
ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของเชื้อ HPV ได้แก่ การก่อให้เกิดปัญหาบริเวณระบบทางเดินหายใจและช่องปาก เช่น ลิ้น ต่อมทอนซิล เพดานปาก กล่องเสียง หรือโพรงจมูก และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก
การป้องกันการติดเชื้อ HPV
การป้องกันการติดเชื้อ HPV สามารถทำได้โดยการรับวัคซีน HPV ใช้อุปกรณ์ป้องกันทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ มีคู่นอนเพียงคนเดียวหรือจำกัดจำนวนคู่นอน และหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์เมื่อพบว่ามีหูดที่อวัยวะเพศ
การปฏิบัติตัวเมื่อพบหูด
การปฏิบัติตัวเมื่อพบหูด ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณหูดโดยไม่จำเป็น และล้างมือทันทีหลังสัมผัส หลีกเลี่ยงการโกนขนบริเวณที่มีหูด หากมีหูดที่ฝ่าเท้าควรสวมถุงเท้าและแยกอุปกรณ์ส่วนตัว รักษาอย่างต่อเนื่องจนกว่าหูดจะหาย และแยกของใช้ส่วนตัวออกจากผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว
วัคซีน HPV
วัคซีน HPV ที่มีในปัจจุบันตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค ได้แก่ Gardasil, Cervarix และ Gardasil 9 แนะนำให้ฉีดในเพศหญิงอายุ 9–45 ปี โดยในกลุ่มอายุ 27–45 ปี ควรพิจารณาฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์
ข้อควรรู้ก่อนการฉีดวัคซีน
ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการฉีดวัคซีน HPV คือก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากวัคซีนจะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันการติดเชื้อ หากมีการติดเชื้อก่อนการฉีด วัคซีนจะไม่สามารถกำจัดเชื้อที่มีอยู่แล้วได้
หลังการฉีดวัคซีน ยังสามารถตรวจ Pap smear หรือ Thin Prep Pap ได้ตามปกติ และแนะนำให้ตรวจร่วมกันเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งมีความไวในการตรวจเกือบ 100% ความถี่ในการตรวจขึ้นอยู่กับอายุและประวัติสุขภาพของแต่ละบุคคล
ในกรณีการฉีดวัคซีนในเด็ก ผู้ปกครองควรอธิบายให้เข้าใจว่า วัคซีนเป็นการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร
วัคซีนอาจมีผลข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะ มีไข้ หรือบวมแดงบริเวณที่ฉีด สามารถใช้ยาแก้ปวด เช่น Acetaminophen หรือ Ibuprofen ตามคำแนะนำบนฉลากยา หากมีอาการบวมแดง สามารถประคบเย็นครั้งละ 10–20 นาที หากมีอาการเวียนศีรษะหรือหมดสติ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
ศูนย์สูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลปิยะเวท ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 อาคารหลัก ให้บริการตรวจ วินิจฉัย และดูแลสุขภาพสตรีโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00–17.00 น. สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายเข้ารับบริการได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 129 5555