ถุงน้ำในรังไข่ (Ovarian cyst)
ถุงน้ำในรังไข่ (Ovarian Cyst) อาการ สาเหตุ และการรักษา
โดย: โรงพยาบาลปิยะเวท
วันที่เผยแพร่: 18 กันยายน 2569
ถุงน้ำในรังไข่คืออะไร อันตรายไหม?

ถุงน้ำในรังไข่เป็นโรคของระบบสืบพันธุ์สตรีที่พบได้บ่อยเป็นลำดับต้น ๆ ผู้หญิงจำนวนมากมีถุงน้ำในรังไข่โดยไม่มีอาการและหายได้เอง แต่บางชนิดก็จำเป็นต้องได้รับการรักษา การตรวจภายในเป็นประจำจึงสำคัญ เพราะช่วยให้ตรวจพบและวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องและทันเวลา
ถุงน้ำในรังไข่ (Ovarian Cyst) คือถุงที่มีของเหลวอยู่ภายในบริเวณรังไข่ ส่วนใหญ่ไม่ทำให้เกิดอาการใด ๆ และมักเกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการสร้างฟองไข่ในแต่ละรอบเดือน ซึ่งสามารถสลายหายไปได้เองโดยไม่ต้องรักษา อย่างไรก็ตาม หากถุงน้ำไม่สลายไปเองและมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อย ท้องอืด หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด
อาการของถุงน้ำในรังไข่
โดยปกติถุงน้ำในรังไข่มักไม่มีอาการหรือมีเพียงเล็กน้อย แต่อาการที่อาจพบได้เมื่อถุงน้ำมีขนาดใหญ่หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่:
- ปวดแปลบหรือปวดตื้อ ๆ บริเวณท้องส่วนล่าง
- ปวดท้องน้อยก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
- เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
- ท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง หรือคลื่นไส้ อาเจียน
- ปวดหลังส่วนล่างและต้นขา บางครั้งร้าวไปก้นกบ
ควรรีบพบแพทย์ทันที หากปวดท้องน้อยรุนแรงเฉียบพลัน ร่วมกับคลื่นไส้อาเจียนหรือมีไข้ เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรักษาเร่งด่วน
ชนิดและสาเหตุของถุงน้ำในรังไข่
ถุงน้ำในรังไข่มักเกิดจากการตกไข่ในรอบเดือนและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แบ่งได้เป็นกลุ่มหลัก ๆ ดังนี้:
1. ถุงน้ำที่เกิดตามธรรมชาติ (มักหายเอง)
- ถุงน้ำฟองไข่ (Follicular Cyst): เกิดจากการเจริญเติบโตของฟองไข่ตามธรรมชาติ แต่มักยุบตัวไปเองหากไม่เกิดการตกไข่
- ถุงน้ำคอร์ปัสลูเทียม (Corpus Luteum Cyst): เกิดจากการสะสมของเหลวหลังจากถุงน้ำปล่อยไข่ ปกติหายได้เองและไม่เป็นอันตราย
2. ถุงน้ำที่มีพยาธิสภาพ (มักไม่หายเอง)
- ถุงน้ำช็อกโกแลต (Endometriotic Cyst): เกิดจากการสะสมของเลือดประจำเดือนที่เจริญผิดที่ มักทำให้ปวดท้องน้อยสัมพันธ์กับรอบเดือน
- เนื้องอกรังไข่และเดอร์มอยด์ (Ovarian Tumor / Dermoid Cyst): เนื้องอกที่อาจมีไขมัน เส้นขน หรือผิวหนังภายใน หรือเนื้องอกชนิดอื่น ๆ ที่ต้องดูแลโดยแพทย์
- ฝีปีกมดลูกและมะเร็งรังไข่: ภาวะการติดเชื้อรุนแรงหรือเนื้องอกชนิดร้ายแรงที่พบได้น้อยแต่วินิจฉัยและรักษาโดยเร่งด่วน
การวินิจฉัยและการรักษา

การวินิจฉัย
- อัลตราซาวด์ (Ultrasound): การตรวจหลักผ่านทางหน้าท้องหรือช่องคลอดเพื่อดูรูปร่างและขนาด
- การตรวจเลือดและสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor Markers): ประเมินระดับฮอร์โมนและความเสี่ยงของเนื้องอก
- CT Scan หรือ MRI: ใช้ในกรณีที่ต้องการความละเอียดเพิ่มเติม
แนวทางการรักษา
- การติดตามอาการ: ถุงน้ำขนาดเล็กมักหายได้เอง แพทย์อาจนัดตรวจซ้ำใน 1-3 เดือน
- การใช้ยา: การใช้ยาฮอร์โมนหรือยาคุมกำเนิดเพื่อยับยั้งการตกไข่และควบคุมอาการ
- การผ่าตัด: พิจารณาทำผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery) หรือผ่าตัดเปิดหน้าท้องในกรณีถุงน้ำมีขนาดใหญ่ มีภาวะแทรกซ้อน หรือสงสัยความผิดปกติร้ายแรง
ภาวะแทรกซ้อนและการดูแลตนเอง
หากถุงน้ำมีขนาดใหญ่และไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น รังไข่บิดขั้ว (ปวดท้องน้อยรุนแรงเฉียบพลัน), ถุงน้ำแตก หรือการติดเชื้อ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการ ตรวจภายในและตรวจสุขภาพประจำปีเป็นประจำ เพื่อให้สามารถตรวจพบความผิดปกติและรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม นัดหมายแพทย์ หรือติดตามข่าวสารของทางโรงพยาบาล