PTSD “โรคเครียด ภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ”
PTSD โรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ: สัญญาณเตือน การดูแลเยียวยา และการฟื้นฟูจิตใจ
โดย: ศูนย์สุขภาพจิตและจิตเวช โรงพยาบาลปิยะเวท
ตรวจสอบทางแพทย์โดย: ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญศูนย์สุขภาพจิต, จิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิก
วันที่เผยแพร่: 18 กันยายน 2569
บทนำ: แผลทางใจที่รอวันได้รับการเยียวยา
เหตุการณ์รุนแรงบางอย่างทิ้งร่องรอยไว้นานกว่าที่คิด หลายคนผ่านอุบัติเหตุ ภัยพิบัติ ความรุนแรง หรือการสูญเสียคนใกล้ตัวอย่างกะทันหันมาแล้วหลายเดือน แต่ยังฝันร้าย ยังสะดุ้งตกใจง่าย และยังไม่กล้าพูดถึงเรื่องนั้น อาการเหล่านี้ไม่ใช่ความอ่อนแอทางจิตใจ แต่คือสัญญาณของ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ซึ่งเป็นภาวะทางจิตใจที่สามารถดูแลรักษาให้ดีขึ้นได้ด้วยการรับคำปรึกษาและการรักษาอย่างถูกวิธี
สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับโรค PTSD
- คือแผลทางใจที่ประสานไม่สนิท: เป็นภาวะความผิดปกติทางจิตใจหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและการทำงาน
- แตกต่างจากความเครียดเฉียบพลัน: ภาวะเครียดเฉียบพลัน (ASD) มักเกิดภายใน 1 เดือนแรก แต่หากอาการเรื้อรังเกิน 1 เดือนขึ้นไปจะเข้าข่ายภาวะ PTSD
- 4 กลุ่มอาการหลัก: มีความทรงจำตามหลอกหลอน (Flashback), พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น, อารมณ์และความคิดเปลี่ยนไปในทางลบ, และร่างกายตื่นตัวมากเกินไป
- สามารถรักษาและฟื้นฟูได้: การทำจิตบำบัด (Psychotherapy) ร่วมกับการใช้ยาและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
ทำความเข้าใจโรค PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder)

PTSD หรือโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ คือภาวะความผิดปกติทางจิตใจที่เกิดขึ้นหลังจากผ่านเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง เช่น อุบัติเหตุร้ายแรง ภัยพิบัติ การทำร้ายร่างกาย หรือการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักอย่างฉับพลัน
ภาวะนี้สร้างความกดดันทางอารมณ์เปรียบเสมือน "แผลทางใจ" ที่ยังไม่ประสานสนิท จนส่งผลรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน สัมพันธภาพกับคนรอบข้าง และประสิทธิภาพในการทำงาน หากได้รับการประเมินและดูแลจากจิตแพทย์อย่างเหมาะสมจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาผ่อนคลายและใช้ชีวิตได้อย่างปกติ
4 กลุ่มอาการหลักและผลกระทบของ PTSD

4 กลุ่มอาการเตือนสำคัญ
- เหตุการณ์ตามมาหลอกหลอน (Re-experiencing): นึกถึงเรื่องราวโดยไม่ตั้งใจ ฝันร้ายซ้ำ ๆ หรือเห็นภาพทรงจำผุดขึ้นมา (Flashback) รู้สึกตื่นกลัวเหมือนเหตุการณ์กำลังเกิดขึ้นจริงอีกครั้ง
- หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นความทรงจำ (Avoidance): พยายามไม่พูดถึง ไม่นึกถึง และหลีกเลี่ยงสถานที่ ผู้คน สื่อ หรือสิ่งของที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญ
- อารมณ์และความคิดเปลี่ยนไปในทางลบ (Negative Alterations): รู้สึกสิ้นหวัง เฉยชา ไม่ยินดียินร้าย แยกตัวออกจากสังคม รู้สึกห่างเหินจากคนรอบข้าง และอาจโทษตัวเองว่ามีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์
- ร่างกายตื่นตัวมากเกินไป (Hyperarousal): กระวนกระวาย สะดุ้งตกใจง่าย โมโหง่าย นอนหลับยาก ไม่มีสมาธิ และร่างกายอยู่ในภาวะระแวดระวังภัยตลอดเวลา
ผลกระทบหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา
- ปัญหาสุขภาพจิตซ้อนทับ: เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวลรุนแรง และภาวะนอนไม่หลับเรื้อรัง
- พฤติกรรมเสี่ยงและการทำร้ายตัวเอง: พึ่งพาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาคลายเครียด หรือสารเสพติด และอาจนำไปสู่ความคิดหรือพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง
ความแตกต่างระหว่าง ASD และ PTSD
ปฏิกิริยาทางจิตใจหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญแบ่งออกเป็น 2 ระยะตามช่วงเวลา โดยในเดือนแรกเรียกว่าภาวะเครียดเฉียบพลัน (Acute Stress Disorder - ASD) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบสนองชั่วคราวและทุเลาลงได้เอง แต่หากอาการยังคงอยู่เรื้อรังเกิน 1 เดือนขึ้นไป จะเข้าข่ายโรคเครียด PTSD
"การยอมรับความรู้สึกและเปิดใจรับความช่วยเหลือ ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นก้าวแรกที่กล้าหาญในการเยียวยาบาดแผลทางใจ"
แนวทางการรักษาและการดูแลคนใกล้ชิด
แนวทางการรักษาทางการแพทย์
- จิตบำบัด (Psychotherapy): เช่น การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT) ช่วยให้ผู้ป่วยปรับมุมมองและจัดการความทรงจำสะเทือนใจอย่างปลอดภัย
- การใช้ยารักษา (Medication): แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาลดความวิตกกังวลหรือยารักษาโรคซึมเศร้าเพื่อปรับสมดุลสารเคมีในสมองและช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น
- การดูแลสุขอนามัยพื้นฐาน: นอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายเบา ๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- การสนับสนุนจากครอบครัว: สร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยและอบอุ่น ช่วยเคียงข้างและให้กำลังใจในกระบวนการฟื้นฟูจิตใจ
วิธีดูแลและส่งต่อกำลังใจให้คนใกล้ตัว
รับฟังผู้ป่วยด้วยความเข้าใจโดยไม่เร่งรัด หลีกเลี่ยงคำพูดตัดสิน เช่น "ทำไมยังไม่ลืมอีก" หรือ "เรื่องแค่นี้เอง" ช่วยดูแลสุขอนามัยพื้นฐาน และเสนอตัวเป็นเพื่อนเดินทางไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อรับคำปรึกษา
เมื่อไรที่ควรเข้าพบแพทย์?
แนะนำให้เข้ารับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันทีหากมีสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้:
- ผ่านพ้นเหตุการณ์มาแล้วเกิน 1 เดือน แต่อาการสะดุ้ง ตกใจ หรือฝันร้ายยังไม่ทุเลา
- อาการรบกวนต่อการทำงาน การเรียน หรือสัมพันธภาพกับครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน
- เริ่มใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาคลายเครียด หรือสารเสพติดเพื่อข่มความรู้สึกสะเทือนใจ
- มีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง (กรณีนี้ควรรีบพบแพทย์โดยด่วนที่สุด)
สรุป: ก้าวผ่านบาดแผลทางใจสู่วิถีชีวิตที่สดใส
PTSD เป็นภาวะทางจิตใจที่สามารถรักษาและฟื้นฟูให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ยิ่งเข้ารับการดูแลรักษาเร็วเท่าไร โอกาสในการฟื้นตัวก็ยิ่งสูงขึ้น การสนับสนุนจากคนใกล้ชิดและการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญจะช่วยเยียวยาบาดแผลทางใจให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง
นัดหมายปรึกษาจิตแพทย์และทีมผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์สุขภาพจิตและจิตเวช โรงพยาบาลปิยะเวท โทร. 02-129-5555 หรือ สายด่วน 1489
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม นัดหมายแพทย์ หรือติดตามข่าวสารของทางโรงพยาบาล