การบำบัดทดแทนไตคืออะไร? รวมทุกเรื่องที่ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังควรรู้
โรคไตเสื่อมเรื้อรังและการบำบัดทดแทนไต: ทางเลือกการรักษาที่ผู้ป่วยควรรู้
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรคไตเสื่อมเรื้อรังในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่ทราบว่าตนเองมีความผิดปกติของไต หากไม่ได้เข้ารับการตรวจสุขภาพ ตรวจเลือด หรือ ตรวจปัสสาวะเพื่อประเมินการทำงานของไต โรคอาจดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ จนเข้าสู่ระยะรุนแรงโดยไม่รู้ตัว
หากไม่ได้รับการรักษาเพื่อชะลอการเสื่อมของไต โรคอาจพัฒนาไปสู่ภาวะไตเสื่อมเรื้อรังระยะสุดท้าย (Chronic Kidney Disease Stage 5) ซึ่งเป็นระยะที่ไตสูญเสียความสามารถในการทำงานอย่างมาก ไม่สามารถกำจัดของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้เกิดภาวะของเสียคั่งในเลือด ผู้ป่วยอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย คันตามตัว รวมถึงเกิดความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่และกรดด่าง เช่น ภาวะเลือดเป็นกรด ภาวะโพแทสเซียมสูง ขาบวม หายใจเหนื่อย หรือมีน้ำท่วมปอด ซึ่งเป็นภาวะที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
เมื่อไตไม่สามารถทำงานได้เพียงพอ แพทย์จะพิจารณาการรักษาด้วยวิธีบำบัดทดแทนไต (Renal Replacement Therapy) ซึ่งในปัจจุบันมี 3 วิธีหลัก ได้แก่ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างไตทางช่องท้อง และการปลูกถ่ายไต โดยแพทย์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อดี ข้อจำกัด และความเหมาะสมของแต่ละวิธี ร่วมกับการตัดสินใจของผู้ป่วยและครอบครัว
การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis) เป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยนำเลือดของผู้ป่วยออกจากร่างกายผ่านเครื่องไตเทียมเพื่อกรองของเสียและน้ำส่วนเกิน ก่อนส่งเลือดที่สะอาดกลับเข้าสู่ร่างกาย วิธีมาตรฐานจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงต่อครั้ง สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีเทคนิคที่พัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น การฟอกเลือดแบบ Online Hemodiafiltration (HDF) ซึ่งสามารถกำจัดของเสียโมเลกุลขนาดกลางและขนาดใหญ่ได้ดีขึ้น ลดภาวะแทรกซ้อนบางประการ รวมถึงวิธีการฟอกเลือดแบบยืดระยะเวลา (SLED) และการฟอกเลือดชนิดต่อเนื่อง (CRRT) ที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยวิกฤติหรือมีความดันโลหิตไม่คงที่
การล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis) เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยใส่น้ำยาล้างไตเข้าไปในช่องท้องเพื่อแลกเปลี่ยนของเสียผ่านเยื่อบุช่องท้อง ผู้ป่วยสามารถทำเองที่บ้านได้ โดยทั่วไปทำวันละประมาณ 4 รอบ และต้องทำทุกวัน ปัจจุบันมีเครื่องล้างไตอัตโนมัติ (Automated Peritoneal Dialysis: APD) เพื่อเพิ่มความสะดวก วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่เดินทางไปศูนย์ไตเทียมลำบาก ผู้ป่วยโรคหัวใจรุนแรง หรือผู้ที่มีปัญหาเส้นเลือด แต่ไม่เหมาะกับผู้ที่มีพังผืดในช่องท้องหรือมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง
การปลูกถ่ายไต (Kidney Transplant) ถือเป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงปกติมากที่สุด โดยนำไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิตหรือผู้เสียชีวิตที่มีความเข้ากันได้ มาปลูกถ่ายทดแทนไตเดิม หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิตเพื่อป้องกันภาวะปฏิเสธไต จึงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยเฉพาะในช่วงแรก วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคร่วมรุนแรง และไม่มีมะเร็งที่ยังควบคุมโรคไม่ได้
สำหรับประเทศไทย การบริจาคไตจากผู้มีชีวิตต้องเป็นญาติทางสายเลือด หรือคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และต้องเป็นการบริจาคโดยสมัครใจ ห้ามมีการซื้อขายอวัยวะ
โดยสรุป โรคไตเสื่อมเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและมักไม่มีอาการในระยะแรก การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้าย การบำบัดทดแทนไตทั้งสามวิธีล้วนมีบทบาทในการช่วยยืดอายุและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การเลือกวิธีรักษาควรพิจารณาร่วมกันระหว่างแพทย์ ผู้ป่วย และครอบครัว เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและวิถีชีวิตของแต่ละบุคคลมากที่สุด
ศูนย์ไตเทียมโรงพยาบาลปิยะเวท พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทางและบุคลากรผู้ชำนาญการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-129-5555