Bangpakok Hospital
  • A
  • A
  • A
Hotline

โรคติดเชื้ออาร์เอสวี RSV

15 มี.ค. 2567

โรคติดเชื้ออาร์เอสวี RSV เชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจในเด็กเล็ก แม่ตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ

โรคติดเชื้ออาร์เอสวี (RSV)

ในช่วงฤดูฝนของประเทศไทย เด็กเล็กมักมีการเจ็บป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง โดยมีสาเหตุหลักจากการติดเชื้อไวรัสหลายชนิด เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา อะดิโนไวรัส และไรโนไวรัส อย่างไรก็ตาม เชื้อที่พบการระบาดเป็นประจำทุกปีในเด็กเล็กคือเชื้อไวรัสอาร์เอสวี หรือ Respiratory Syncytial Virus ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจในเด็กทั่วโลก

RSV คืออะไร

RSV เป็นไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม ชื่อเต็มว่า Respiratory Syncytial Virus แบ่งออกเป็นสองสายพันธุ์หลัก ได้แก่ RSV-A และ RSV-B ไวรัสชนิดนี้ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจตั้งแต่ส่วนบนจนถึงส่วนล่าง โดยพบได้บ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี และมักมีการระบาดเป็นประจำทุกปี

ระยะฟักตัวของโรค RSV

หลังจากได้รับเชื้อ RSV ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการภายในระยะเวลา 2 ถึง 8 วัน โดยมีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 4 ถึง 6 วัน

อาการของโรค RSV

ในระยะแรกผู้ป่วยมักมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา เช่น มีไข้ ไอ จาม คัดจมูก และน้ำมูกไหล ในผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการมักไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง แต่ในเด็กเล็กโดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี การติดเชื้อ RSV ครั้งแรกอาจมีอาการรุนแรง โดยเชื้อสามารถลุกลามลงสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิดหลอดลมใหญ่อักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ หรือปอดอักเสบ ผู้ป่วยอาจมีไข้สูง ไอรุนแรง ไอมากจนอาเจียน รับประทานอาหารหรือนมได้น้อย หายใจเร็วหรือแรง มีเสียงวี้ดหรือเสียงครืดคราด และอาจเกิดอาการหอบเหนื่อยจนเห็นลักษณะอกบุ๋ม ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ถึง 2 ปี เด็กที่คลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีโรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง หรือเด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

RSV แตกต่างจากหวัดธรรมดาอย่างไร

ในผู้ใหญ่และเด็กโต อาการของ RSV อาจไม่แตกต่างจากไข้หวัดทั่วไปมากนัก แต่ในเด็กเล็ก เชื้อ RSV มีแนวโน้มลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างได้ง่ายกว่า และมีรายงานว่าผู้ป่วยบางรายอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหอบหืดในอนาคตภายหลังการติดเชื้อ RSV

การติดต่อของโรค RSV

RSV สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านการหายใจเอาละอองฝอยจากน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ติดเชื้อ รวมถึงการสัมผัสสิ่งของหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่ง เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ลูกบิดประตู หรือของเล่น โดยเชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายชั่วโมง และสามารถอยู่บนมือได้นานประมาณ 30 นาที ดังนั้นผู้ดูแลเด็กเล็กควรล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อนและหลังการสัมผัสเด็ก

การตรวจวินิจฉัยโรค RSV

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรค RSV ด้จากการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งในโพรงจมูก โดยใช้อุปกรณ์ลักษณะคล้ายก้านสำลีเพื่อนำไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ

การรักษาโรค RSV

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่ใช้รักษาโรค RSV โดยตรง การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและประคับประคองเป็นหลัก เช่น การให้ยาลดไข้ การดูแลให้ได้รับน้ำอย่างเพียงพอ การให้ยาละลายเสมหะหรือยาพ่นขยายหลอดลมในรายที่มีอาการหายใจลำบาก รวมถึงการดูดเสมหะและเคาะปอดในกรณีจำเป็น ทั้งนี้ยาปฏิชีวนะจะไม่มีประโยชน์หากไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน และแพทย์จะพิจารณาการรักษาตามความเหมาะสมของแต่ละราย

แนวทางการป้องกันโรค RSV

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันโรค RSV ในเด็กทั่วไป การป้องกันจึงเน้นที่การลดการแพร่กระจายของเชื้อเป็นหลัก โดยควรล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด ทำความสะอาดบ้านและของเล่นเด็กเป็นประจำ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ดูแลให้เด็กพักผ่อนเพียงพอ และรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ นอกจากนี้ ในเด็กกลุ่มเสี่ยงบางราย เช่น เด็กคลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีโรคหัวใจหรือโรคปอดเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาการให้ยาภูมิคุ้มกันหรือวัคซีนป้องกัน RSV ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เพื่อช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงของโรค ทั้งนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลและคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

RSV กับคุณแม่ตั้งครรภ์

การติดเชื้อ RSV ในหญิงตั้งครรภ์มักมีอาการไม่รุนแรงและคล้ายไข้หวัดทั่วไป อย่างไรก็ตาม การป้องกันการติดเชื้อในช่วงตั้งครรภ์มีความสำคัญ เนื่องจากอาจส่งผลต่อทารกแรกเกิดได้ ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกัน RSV สำหรับหญิงตั้งครรภ์ในช่วงอายุครรภ์ที่เหมาะสม ซึ่งช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในมารดาและถ่ายทอดภูมิคุ้มกันผ่านรกไปสู่ทารก ทำให้ทารกมีภูมิคุ้มกันต่อ RSV ในช่วงเดือนแรกหลังคลอด ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อรุนแรง ทั้งนี้ การรับวัคซีนควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้ดูแลการตั้งครรภ์

RSV กับผู้สูงอายุ

ในผู้สูงอายุ การติดเชื้อ RSV อาจทำให้เกิดอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง เบาหวาน หรือภูมิคุ้มกันต่ำ การติดเชื้อ RSV ในผู้สูงอายุอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หรือภาวะหายใจล้มเหลว ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกัน RSV สำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การฉีดวัคซีนควรพิจารณาตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีน หรือทำการนัดหมายเพื่อจองเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ที่ โรงพยาบาลปิยะเวท โดยทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์พร้อมให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด โทรศัพท์ 02-129-5555 หรือ 1489

Go to top
Copyright © 2026 Piyavate Hospital All rights reserved.