Bangpakok Hospital
  • A
  • A
  • A
Hotline

ไวรัสฮันตา (Hantavirus) อาการ การติดต่อ และความเสี่ยงในไทย

15 พ.ค. 2569

Header Banner
 

ไวรัสฮันตา (Hantavirus) อาการ การติดต่อ และความเสี่ยงในประเทศไทย

โดย: โรงพยาบาลปิยะเวท
วันที่เผยแพร่: 17 กันยายน 2569

อัปเดตสถานการณ์ (กรกฎาคม 2569): องค์การอนามัยโลกประกาศยุติการระบาดของไวรัสฮันตาสายพันธุ์ Andes ที่เชื่อมโยงกับเรือสำราญลำหนึ่งแล้ว เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 โดยมีผู้ป่วยรวมทั้งสิ้น 13 ราย ปัจจุบันสถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ และความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปอยู่ในระดับต่ำมาก

ไวรัสฮันตาคืออะไร?

Laboratory Medical Research

ไวรัสฮันตา (Hantavirus) เป็นไวรัสในกลุ่ม RNA virus วงศ์ Hantaviridae โดยมี หนูและสัตว์ฟันแทะเป็นแหล่งรังโรคหลัก (Reservoir Host) คนมักติดเชื้อจากการสูดดมฝุ่นหรือสิ่งคัดหลั่งของหนู เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม

ชื่อ "Hanta" มาจากแม่น้ำฮันตัน (Hantan River) ในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการค้นพบไวรัสนี้ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามเกาหลี ไวรัสชนิดนี้จึงเป็นที่รู้จักในวงการแพทย์มานานหลายสิบปีแล้ว โดยเป็นหนึ่งในโรคที่แพทย์ต้องนึกถึงเพื่อแยกจากไข้เลือดออก โดยเฉพาะในรายที่มีไตวายร่วมด้วย รวมถึงต้องแยกจากโรคฉี่หนู เนื่องจากมีลักษณะอาการคล้ายคลึงกันหลายอย่าง

กลุ่มอาการของโรคไวรัสฮันตา

โรคจากไวรัสฮันตาพบได้ทั่วโลก สามารถแบ่งตามลักษณะอาการได้เป็น 2 กลุ่มหลัก:

  1. กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับภาวะไตวาย (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome – HFRS): พบมากในทวีปเอเชียและยุโรป
  2. กลุ่มอาการทางระบบทางเดินหายใจและปอด (Hantavirus Pulmonary Syndrome – HPS): พบในทวีปอเมริกา โดยเฉพาะอเมริกาใต้

การติดต่อและอาการของโรค

Environmental Sanitation and Cleaning

ช่องทางการติดต่อ

  • การสูดดมฝุ่นปนเปื้อน: สูดดมละอองฝุ่นที่ปนเปื้อนสิ่งคัดหลั่งของหนู ซึ่งเป็นช่องทางหลัก
  • การสัมผัสโดยตรง: สัมผัสสิ่งขับถ่ายของหนูโดยตรง
  • ถูกหนูกัด: พบได้น้อยมาก

*โดยทั่วไปไวรัสฮันตาไม่ติดต่อจากคนสู่คน ยกเว้นสายพันธุ์ Andes ในอเมริกาใต้ ซึ่งมีรายงานยืนยันการแพร่เชื้อระหว่างคนสู่คนได้ไม่บ่อยนัก และมักเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยนาน ๆ

ลักษณะอาการของโรค

  • อาการทั่วไป: มีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
  • อาการในรายที่รุนแรง: ไตวาย มีเลือดออกคล้ายไข้เลือดออก ภาวะน้ำท่วมปอด และภาวะหายใจล้มเหลว

สำหรับสายพันธุ์ Andes ที่ก่อโรค HPS อาการมักปรากฏหลังได้รับเชื้อประมาณ 4–42 วัน และมีอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มที่มีอาการรุนแรงสูงถึงประมาณร้อยละ 20–40

ความเสี่ยงในประเทศไทยและการป้องกัน

Asian Doctor Consultation

สถานการณ์ในประเทศไทย

ประเทศไทย เคยพบ หลักฐานของไวรัสฮันตาและแอนติบอดีต่อเชื้อทั้งในหนูและในคน (โดยเฉพาะหนูพุก) รวมถึงตรวจพบภูมิต้านทานในประชาชนบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่สัมผัสหนูหรือทำงานภาคเกษตร อย่างไรก็ตาม โรคนี้ในประเทศไทยถือว่า พบได้น้อยมาก และเป็นคนละสายพันธุ์กับที่ก่อการระบาดรุนแรงในต่างประเทศ ทั้งยังมีในไทยมานานกว่า 40–50 ปีแล้ว ความเสี่ยงสำหรับคนไทยจึงอยู่ในระดับต่ำมาก และไม่ใช่เรื่องที่ต้องวิตกกังวล

แนวทางการป้องกันในชีวิตประจำวัน

  • กำจัดแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของหนู ปิดภาชนะใส่อาหารและถังขยะให้มิดชิด
  • อุดรอยรั่วหรือช่องทางที่หนูเข้าบ้านได้
  • ข้อสำคัญในการทำความสะอาด: ควรสวมถุงมือและหน้ากาก ใช้วิธีฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อให้ชุ่มก่อนเช็ด แทนการกวาดหรือดูดฝุ่น เพื่อไม่ให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย
  • เปิดหน้าต่างระบายอากาศก่อนเข้าไปทำความสะอาดห้องหรือโรงเก็บของที่ปิดไว้นาน
  • ผู้ที่ทำงานเกษตรกรรมควรสวมอุปกรณ์ป้องกันและล้างมือทุกครั้งหลังปฏิบัติงาน
ข้อควรปฏิบัติ: ควรพบแพทย์ทันทีหากมีไข้สูง ร่วมกับปวดกล้ามเนื้อและเหนื่อยหอบ โดยเฉพาะหากมีประวัติสัมผัสหนูหรือเพิ่งเดินทางกลับจากพื้นที่ระบาด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. ไวรัสฮันตาติดจากคนสู่คนได้ไหม?

โดยทั่วไปไม่ติด มีเพียงสายพันธุ์ Andes ในอเมริกาใต้เท่านั้นที่มีรายงานการแพร่เชื้อระหว่างคน ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากและต้องสัมผัสใกล้ชิดเป็นเวลานาน

2. คนไทยต้องกังวลหรือไม่?

ความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำมาก สายพันธุ์ที่พบในไทยเป็นคนละสายพันธุ์กับที่ก่อการระบาดรุนแรง และมีอยู่ในประเทศมานานหลายสิบปีแล้ว

3. มีวัคซีนป้องกันหรือไม่?

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้แพร่หลาย การป้องกันจึงเน้นที่การควบคุมหนูและหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งขับถ่ายของหนู

4. ต่างจากโรคฉี่หนูอย่างไร?

เป็นคนละเชื้อกัน โรคฉี่หนูเกิดจากแบคทีเรีย ส่วนไวรัสฮันตาเกิดจากไวรัส แต่มีอาการช่วงแรกคล้ายกันมาก จึงต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อแยกโรค

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ แพทย์เฉพาะทางกุมารเวชศาสตร์โรคตับ ทางเดินอาหาร และโรคไวรัส โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชน โดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ภายนอก การอ้างอิงดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อความหมายว่าแพทย์ผู้ให้ข้อมูลเป็นแพทย์ประจำ หรือมีตารางออกตรวจ ณ โรงพยาบาลปิยะเวท
"We care for you like family"
โรงพยาบาลปิยะเวท เราให้บริการ ดุจญาติมิตร
 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม นัดหมายแพทย์ หรือติดตามข่าวสารของทางโรงพยาบาล

Go to top
Copyright © 2026 Piyavate Hospital All rights reserved.